ความผันผวนหุ้น AI ยังไม่ใช่สัญญาณฟองสบู่แตก เหตุบริษัทเทคยักษ์ยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง แต่เตือนความเสี่ยงนักลงทุนเปลี่ยนจาก “ตกรถ AI” เป็น “ถือแต่ AI” แนะกระจายพอร์ตสู่ Healthcare-การเงิน พร้อมจับตาหุ้น Defensive อย่างสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์
ความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงที่ผ่านมาทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า ธีมการลงทุนที่ครองตลาดโลกมาสามปีกำลังถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการปรับฐานของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยีบางตัว คือการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวมที่ดัชนีหุ้นทั่วโลกกลุ่มอื่นๆ ไม่ได้มีการปรับฐานตาม เป็นสัญญาณว่าภาวะตลาดไม่ได้เข้าสู่ภาวะกลัวความเสี่ยง (risk-off) แต่เป็นการเปลี่ยนกลุ่มเล่น (rotation in leadership) และในมุมมองของ Julius Baer นี่ยังคงเป็นสัญญาณบวกเพราะตลาดที่กระจุกตัวน้อยลงหรือการปรับตัวเพิ่มขึ้นกระจายไปในหลายๆ กลุ่มนั้นมีความยั่งยืนกว่า แต่นั้นก็เป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรคำนึง อาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า AI เป็นฟองสบู่หรือไม่ แต่คือการที่ความเสี่ยงของนักลงทุนได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่ความเสี่ยงคือ “การตกรถ AI” มาเป็นความเสี่ยงที่ “การถือแต่ AI”
การประกาศงบการเงินในไตรมาสล่าสุดพบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscaler) ยังคงเดินหน้าลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง งบลงทุน (capex) รวมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ตลาดประมาณการว่าจะสูงกว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และมีแนวโน้มจะขยับขึ้นเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีในปี 2027 และ 2028 แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงมากแต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับรอบการลงทุนด้านเทคโนโลยีในอดีตแล้ง ยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ที่สำคัญกว่านั้นคือเม็ดเงินไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ศูนย์ข้อมูลแต่ไหลต่อไปยังชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำ อุปกรณ์เครือข่าย ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีเสถียรภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมขนาดนี้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้ยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก และเป็นดีมานด์ที่มาจากความต้องการใช้งานจริง ไม่ใช่การเก็งกำไรบนความคาดหวังล้วนๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนยังคงกังวลนั้นไม่ใช่ว่าเรื่องเม็ดเงินในการลงทุนแต่คือ “เมื่อไรจะคืนทุน” หรือผลตอบแทนจากการลงทุนจะเป็นอย่างไร ซึ่งจากการประกาศผลประกอบการพบว่ารายได้ของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์เติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะขยับจากราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ไปสู่ระดับกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2028 นั่นแปลว่าการลงทุนกำลังแปรเป็นรายได้จริง แม้จะยังไม่แปรเป็นกำไรและกระแสเงินสดอย่างเต็มที่ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าจะมีโครงการลงทุนจำนวนมาก ที่อาจสร้างผลตอบแทนที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงปี 2028 แม้ว่า free cash flow ของบริษัทกลุ่มนี้จะยังมีความผันผวนซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาในช่วงที่ต้องมีการขยายการลงทุน
นอกจากนี้เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเปรียบเทียบกับฟองสบู่ดอทคอมยังไม่สมเหตุสมผลนัก วงจรลงทุนรอบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทที่มีกำไรสูงและงบดุลแข็งแรง ใช้เงินสดของตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่บริษัทที่กู้เงินมาลงทุนบนรายได้ที่ยังไม่เกิด เมื่อรวมกับดีมานด์ที่ยังแข็งแรง ช่วยลดความกังวลเรื่องฟองสบู่ลงได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลเรื่องอื่นๆอยู่ เช่นความยั่งยืนของดีมานด์และภาระผูกพันระยะยาวตลอดห่วงโซ่อุปทาน
อีกด้านที่ตลาดยังประเมินไม่ทั่วถึงคือแรงกดดันด้านราคา องค์กรทั่วโลกนำ AI เข้าไปใช้ในงานประจำวันมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดงานซ้ำซ้อน ขณะเดียวลูกค้าก็เริ่มอ่อนไหวต่อราคาและเลือกมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นจากโมเดล AI ต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะจากฝั่งจีนผลลัพธ์คือดาบสองคม ราคาที่ถูกลงกดดันมาร์จินของผู้ให้บริการ แต่ในเวลาเดียวกันก็ขยายขนาดตลาดโดยรวมให้ใหญ่ขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆ คือนิยามของผู้ชนะ จากนี้ไปบริษัทที่ได้เปรียบจะไม่ใช่บริษัทที่ขายถูกที่สุด แต่คือบริษัทที่สร้างความแตกต่างได้จากขีดความสามารถ คุณภาพ และระบบนิเวศของตัวเอง ซึ่งเมื่อมองกลับมาด้านการลงทุน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นหนึ่งในกล่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI ที่เป็นหัวใจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และได้ประโยชน์จากความต้องการชิปประมวลผลและหน่วยความจำขั้นสูง กับกลุ่ม ซอฟต์แวร์ ที่อยู่ในตำแหน่งดีในการเปลี่ยน AI ให้เป็นรายได้ผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์ แอปพลิเคชันองค์กร และรายได้ประจำ ขณะที่แนวโน้มกลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อาจเผชิญความท้าทายมากขึ้นจึงควรติดตามสถานการณ์ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพราะแม้ดีมานด์จะยังดี แต่การเติบโตเริ่มชะลอ เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น และรอบการอัปเกรดอุปกรณ์มีโอกาสถูกยืดออก ซึ่งทั้งหมดกดดันมาร์จิน
การกระจายความเสี่ยงกลับมาเป็นแหล่งผลตอบแทน
แม้ว่า AI คือเทคโนโลยีที่พลิกโลกที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ในทุกวงจรนวัตกรรมขนาดใหญ่ การคาดเดาว่าใครจะเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ตัวจริงเป็นเรื่องยากมากและมีความไม่แน่นอนสูงมาก เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดกำลังกระจายตัวมากขึ้น การถือพอร์ตที่กระจุกอยู่ในธีมเดียวจึงไม่ใช่การรับความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนสูงสุดอีกต่อไป แต่เป็นการรับความผันผวนที่ไม่จำเป็น
คำแนะนำในการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีคือการจัดพอร์ตลงทุนอย่างสมดุลที่มีการกระจายไปในกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่ม เฮลท์แคร์ ที่ valuation ยังน่าสนใจและความกังวลเรื่องนโยบายราคายาในสหรัฐคลี่คลายลง โดยเน้นไบโอเทค ซึ่งได้แรงหนุนจากดีลควบรวมที่น่าจะเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการ pipeline ใหม่ของบริษัทยาใหญ่ และกลุ่มเครื่องมือแพทย์ (MedTech) ที่ราคาปรับตัวแย่กว่าตลาดมากในปีนี้จนมีระดับ valuation ที่ถูกลงมาก ทั้งที่ปริมาณหัตถการยังทรงตัวและไม่มีสัญญาณของการชะลอตัวในวงกว้าง
กลุ่มที่สองคือ สถาบันการเงิน ซึ่งแม้ราคาไม่ถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตแต่ถูกเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยี และการถือครองของนักลงทุนยังมีสัดส่วนที่ต่ำ จึงมีโอกาสให้ราคาปรับขึ้นเมื่อเงินทุนหมุนออกจากกลุ่มที่กระจุกตัว คาดว่าราคาน้ำมันจะค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ เปิดทางให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรชันขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธนาคารมากขึ้น
ส่วนในมิติภูมิภาค สวิตเซอร์แลนด์ ถูกมองว่าได้ประโยชน์จากการหมุนกลับเข้าหาหุ้น defensive ด้วยส่วนผสมของเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง เงินเฟ้อต่ำ ดุลการค้าเกินดุลต่อเนื่อง ค่าเงินแข็ง และเงินปันผลที่น่าสนใจ ขณะที่ สิงคโปร์ ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินของภูมิภาคในช่วงที่โลกไม่แน่นอน พร้อมกับการยกระดับตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีกลุ่มบริหารความมั่งคั่งและอสังหาริมทรัพย์ได้ประโยชน์จากธรรมาภิบาลที่คาดเดาได้
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นข้อเสนอ คำชักชวน หรือคำแนะนำในการซื้อขายหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ข้อมูลและความเห็นที่ปรากฏอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การคาดการณ์หรือมุมมองที่กล่าวถึงเป็นเพียงการประเมินในปัจจุบัน ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน





