วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

พลังสูงวัยสู่ ‘เศรษฐกิจอายุยืน’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของโลกยุคใหม่ นิยามของประชากรสูงวัยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเท่านั้น

    แต่คือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาวะและยังมีผลิตภาพ (Productivity)  หากประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนจากการมองความชราภาพเป็นภาระ ไปสู่การมองเป็นโอกาสในการเติบโต ความท้าทายนี้จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
    การจะเปลี่ยนศักยภาพของเศรษฐกิจอายุยืนให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนจริง ต้องเริ่มต้นจากการต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทยด้านการแพทย์และภาคบริการ (Hospitality) สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มระดับสูง โดยเฉพาะการยกระดับจากการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ไปสู่บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive & Wellness Care), เวชศาสตร์ชะลอวัย และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งไทยมีทั้งชื่อเสียง บุคลากร และความพร้อมเชิงคลัสเตอร์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก การดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลกเข้ามาปักหลักใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพในไทย จึงเป็นขุมพลังทางรายได้ที่จะช่วยกระตุ้นภาคบริการและการจ้างงานในประเทศได้อย่างมหาศาล

    เกิดห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต (Silver Ecosystem) ตั้งแต่นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ (AgeTech), การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech), อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองที่ออกแบบเพื่อคนทุกวัย (Universal Design) การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คุณภาพสูง ช่วยให้ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีท้องถิ่นสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นซัปพลายเออร์ในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกได้

    วันที่ 3 ก.ย.2569 “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานประชุม Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Unlocking the New Regional Growth Engine with Thailand’s New Horizon” ตอนหนึ่งว่านี่คือโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ นวัตกรรมการแพทย์ และเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) แม้ไทยจะเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงและแรงงานหดตัว แต่สามารถนำจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์และระบบนิเวศของไทย ไปจับคู่กับประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวและมีแรงงานสนับสนุน อย่างลาว ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม ผ่านการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะและการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน ช่วยเสริมให้อาเซียนกลายเป็นฐานเศรษฐกิจอายุยืนที่แข็งแกร่งและครบวงจรในภูมิภาค
    หัวใจสำคัญสูงสุดอยู่ที่บทบาทของภาครัฐในการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและปลดล็อกอุปสรรค ผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยการวางนโยบายที่ทั่วถึง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจอายุยืนจำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้มีรายได้สูง แต่ต้องส่งผ่านระบบสวัสดิการและการเข้าถึงการดูแลอย่างมีคุณภาพไปยังประชาชนทุกระดับ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องมอง “ความสูงวัย” ด้วยสายตาใหม่ และเร่งคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจอายุยืนมาเป็นหัวรถจักรสร้างขอบฟ้าใหม่ทางเศรษฐกิจก่อนที่เวลาจะหมดลง