ยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง “ดาต้าเซนเตอร์” ในฐานะยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างแย่งชิงบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ให้เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศตน
แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นกระแสความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การแย่งใช้ทรัพยากร เพราะดาต้าเซนเตอร์ต้องใช้น้ำใช้ไฟปริมาณมาก การต่อต้านมีให้เห็นแล้วในต่างประเทศ
ดาต้าเซนเตอร์ คืออะไร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอธิบายง่าย ๆ ว่า คือ ศูนย์รวมคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล ประมวลผล และให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud) ซึ่งในอดีตกรุงเทพฯ มีการโฆษณาว่ามีดาต้าเซนเตอร์ประมาณ 30-40 แห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นระบบภายในของแต่ละบริษัทที่เปิดดำเนินการมานานกว่า 10 ปีแล้วทว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป เกิดรูปแบบ “Standalone Data Center” ขนาดใหญ่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภายนอกโดยเฉพาะ
การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดาต้าเซนเตอร์กำลังทำให้ประเทศไทยเผชิญกับโจทย์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการดึงดูดการลงทุน แต่คือการออกแบบระบบกำกับดูแลให้ทันกับอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ให้อำนาจหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดกำกับดูแลดาต้าเซนเตอร์ได้โดยตรงและครอบคลุมทุกมิติ ส่งผลให้อำนาจหน้าที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การก่อสร้างและผังเมือง การใช้ไฟฟ้า การประกอบกิจการโรงงาน การจัดเก็บเชื้อเพลิง การส่งเสริมการลงทุน ไปจนถึงระบบโทรคมนาคมและการรับส่งข้อมูล
ความซับซ้อนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากใบอนุญาตของดาต้าเซนเตอร์แต่ละแห่งที่อาจแตกต่างกันตามรูปแบบ ขนาด และกิจกรรมของโครงการ ใบอนุญาตจากสำนักงาน กสทช. จึงไม่ได้หมายความว่าโครงการนั้นได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการอย่างครบถ้วนในทุกด้าน เพราะ กสทช. มีอำนาจกำกับเฉพาะส่วนที่เข้าข่ายกิจการโทรคมนาคม ขณะที่เรื่องอื่นยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเริ่มขยับจากระบบที่แต่ละหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะส่วนของตนเอง ไปสู่การบูรณาการผ่านคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซนเตอร์” ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมโยงหน่วยงานด้านดิจิทัล พลังงาน มหาดไทย สิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางกำกับดูแลร่วมกัน
ท้ายที่สุด เป้าหมายของการกำกับดูแลไม่ควรเป็นการสร้างอุปสรรคให้การลงทุน แต่ต้องทำให้การเติบโตของดาต้าเซนเตอร์เกิดขึ้นอย่างมีระบบ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม
การมีหน่วยงานกลางที่ประสานทุกมิติจะช่วยลดช่องว่างระหว่างกฎหมายและการปฏิบัติ พร้อมทำให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสของเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มที่ โดยไม่ละเลยข้อจำกัดด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม ผังเมือง และผลกระทบต่อประชาชน





