ตัวเลขดัชนีตลาดหุ้นที่ขยับขึ้น พร้อมยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านบอร์ดบีโอไอในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ทั้งดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังสร้างความหวังว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวเรื้อรัง
ท่ามกลางกระแสการย้ายฐานการผลิตจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปิดทางให้ไทยวางตำแหน่งเป็น “ฐานเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Connector) ทว่าคำถามสำคัญที่สังคมและภาคธุรกิจต้องร่วมกันขบคิดอย่างจริงจังคือ ตัวเลขทางสถิติและเม็ดเงินหลักแสนล้านเหล่านี้ จะแปรเปลี่ยนเป็น “อนาคตที่เกิดขึ้นจริง” และเป็นทางรอดของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ลึกซึ้งเพียงใด
เพราะความเป็นจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ เศรษฐกิจไทยเผชิญกับดักเชิงโครงสร้างทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูงที่บั่นทอนกำลังซื้อฐานราก และผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ที่โตช้ากว่าคู่แข่งในภูมิภาค หากเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่จากต่างชาติเข้ามาเพียงเพื่อใช้ไทยเป็นฐานประกอบชิ้นส่วนหรือศูนย์จัดเก็บข้อมูล โดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงสู่คนในประเทศ หรือไม่มีการดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยก็จะยังคงติดอยู่ในวังวนเดิม คือการเป็นเพียงทางผ่านของเม็ดเงิน แต่ไม่สามารถยกระดับรายได้และทักษะของคนไทยได้อย่างแท้จริง
หัวใจของการปลดล็อกความท้าทายนี้ จึงอยู่ที่การเชื่อมโยงระบบนิเวศเศรษฐกิจและตลาดทุนให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกระทรวงการคลังจำเป็นต้องเร่งผลักดันเครื่องมือใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นบัญชีออมเงินเพื่อการลงทุน (TISA) เพื่อดึงเงินออมระยะยาวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง การใช้นโยบายจูงใจให้บริษัทยักษ์ใหญ่ถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างงานให้ธุรกิจท้องถิ่น รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์การระดมทุน (IPO) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ให้ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าถึงแหล่งทุนได้รวดเร็ว โดยไม่ละเลยหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล
อีกหนึ่งคอขวดเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งผ่าตัด คือความมั่นคงและต้นทุนทางพลังงาน วิกฤติราคาพลังงานโลกที่เคยซ้ำเติมการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าคือความเสี่ยงระดับชาติ การลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จึงไม่ใช่เพียงวาระเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันที่จะดึงดูดทุนข้ามชาติยุคถัดไป ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มงวด เพื่อให้เสถียรภาพทางการคลังทำหน้าที่เป็น “กองหลังที่เหนียวแน่น” คอยรับแรงกระแทกจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
“โอกาสรอด” ของประเทศไทยไม่ได้วัดกันที่มูลค่าของความหวังหรือการประกาศวิสัยทัศน์บนเวทีสัมมนา แต่ตัดสินกันที่ ประสิทธิภาพในการลงมือปฏิบัติจริง (Execution) รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องแสดงความกล้าหาญในการปฏิรูปกฎหมาย ขจัดอุปสรรคเชิงระบบ และผลักดันให้เกิดการยกระดับทักษะแรงงาน (Skill Bridge) อย่างทั่วถึง หากไม่สามารถทำให้เม็ดเงินแปรสภาพเป็นขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจในประเทศได้ ตัวเลขการเติบโตที่เห็นในวันนี้ก็ไม่อาจการันตีความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า





