บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต ต่อยอดฐาน PCB-อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เติมระบบนิเวศ-บุคลากร-พลังงานสะอาด เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก
KEY POINTS
- BOI เปิด 3 กลยุทธ์เชิงรุก มุ่งยกระดับไทยจากฐานการผลิตสู่ฮับ "AI-อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ" โดยเน้นสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็ง, พัฒนาบุคลากร และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกับการลงทุน
- การลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 127,000 ล้านบาท สะท้อนถึงการขับเคลื่อนสู่การเป็นฮับอย่างเป็นรูปธรรม
- ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการทำโครงการร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าไทยควรต่อยอดจากจุดแข็งเดิม เช่น PCB และยานยนต์ ไปสู่กิจกรรมมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การออกแบบวงจรรวม (IC Design), บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 ส.ค. 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
นายนฤตม์ กล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่
โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่
1. การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง
2. การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด
3. การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่
โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง
เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย
ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI-Edge-Future Mobility
นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่
โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต
สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration)
ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง
ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง
รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก
ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่า การเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D
รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับ
ขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกัน เพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต
ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น
โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว
ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย
โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด
เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว





