ตลาดการเงินในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาถูกกดดันจาก 3 ปัจจัยคือ 1.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านกลับมาอีกครั้งหลังยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ปรับลดลงมาต่ำในระดับก่อนการเกิดสงคราม 2.มุมมองต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งก่อนการประชุมในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดยังคาดว่าเฟดมีโอกาสที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ตามผลการประชุมเฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยแม้จะเป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบ 10 ปี 3.การประกาศงบไตรมาส 2 ที่ตลาดให้น้ำหนักต่อทิศทางของหุ้นกลุ่ม AI ที่เป็นตัวนำตลาดในช่วงที่ผ่านมาว่าจะมีโอกาสเติบโตต่อหรือไม่ โดยแม้ภาพรวมผลประกอบการที่ออกมานั้นจะทำได้ดีกว่าคาดแต่ในรายละเอียดเช่นการเพิ่มงบลงทุนที่สูงขึ้นหรือกระแสเงินสดที่ลดลงกลับทำให้หุ้นมีการปรับตัวลดลงภายหลังการประกาศงบด้วยความเสี่ยงต่อความผันผวนที่สูงขึ้นทำให้เริ่มเห็นการเกิดแรงขายทำกำไรและเกิด sector rotation ไปในกลุ่มอื่นๆ ที่เรียกว่า anti-AI Trades เช่นกลุ่มธนาคาร และหนึ่งในกลุ่มที่ปรับขึ้นสวนทางกลุ่มเทคโนโลยีนั้นก็คือกลุ่มการแพทย์หรือสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพหรือ Biotechnology
หลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่มักให้น้ำหนักกับบริษัทยาขนาดใหญ่ที่มีรายได้และกระแสเงินสดมั่นคง มากกว่ากลุ่ม Biotechnology ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง ต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนด้านนโยบายกำหนดราคายาในสหรัฐ ส่งผลให้ผลตอบแทนของกลุ่มนี้ต่ำกว่าตลาดต่อเนื่องหลายปี แต่ในปีนี้ภาพเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดัชนี Nasdaq Biotechnology ปรับตัวขึ้นราว 13% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี XBI ETF ซึ่งสะท้อนบริษัทขนาดกลางและเล็ก ปรับขึ้นกว่า 25% สะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหลกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมอีกครั้ง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ความกังวลเรื่องการควบคุมราคายาในสหรัฐเริ่มคลี่คลาย เมื่อกรอบนโยบายมีความชัดเจนมากขึ้น นักวิเคราะห์สามารถประเมินกำไรในอนาคตได้อย่างมั่นใจขึ้น และประมาณการกำไรของหลายบริษัทเริ่มถูกปรับเพิ่ม ที่ผ่านมา ปัญหาของกลุ่ม Biotechnology ไม่ได้อยู่ที่การขาดนวัตกรรม แต่เป็นความยากในการประเมินมูลค่าของนวัตกรรมเหล่านั้นภายใต้ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย เมื่อความไม่แน่นอนลดลง ตลาดจึงกลับมาให้มูลค่ากับโอกาสการเติบโตอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วกลุ่ม Biotechnology มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง เพราะมูลค่าของหลายบริษัทขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งบริษัทจำนวนมากยังต้องพึ่งพาการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ปัจจุบันตลาดยังคงกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม มุมมองของเราคือ ความเสี่ยงส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนอยู่ในราคาสินทรัพย์ไปแล้ว หากเฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์ กลุ่ม Biotechnology จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าในปีนี้แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งกลับไม่ได้ทำให้ภาพรวมของผลตอบแทนในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวลดลงแต่กลับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดด้วยซ้ำ
อีกปัจจัยสำคัญคือ การกลับมาของการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในช่วงปี 2568-2573 จะมียาจำนวนมากทยอยหมดอายุสิทธิบัตร ทำให้บริษัทยารายใหญ่ต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป การเข้าซื้อบริษัท Biotechnology ที่มีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่มีศักยภาพจึงเป็นทางเลือกที่รวดเร็วกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเริ่มพัฒนายาใหม่ตั้งแต่ต้น ทั้งนี้บริษัทยาขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรง สามารถเลือกเข้าซื้อกิจการได้ตามที่เห็นว่าธุรกิจนั้นจะเสริมธุรกิจหรือขยายธุรกิจออกไปจะแตกต่างจากบางบริษัทที่จำเป็นต้องซื้อเพื่อรักษารายได้ในอนาคต เพราะผลลัพธ์ระยะยาวของทั้งสองกลุ่มอาจแตกต่างกันมาก
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากคือ ความก้าวหน้าด้าน AI ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทในการค้นคว้ายาและวิเคราะห์ข้อมูลทางชีววิทยา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกสารประกอบและออกแบบการทดลองได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางการเงินของ AI ยังเป็นเรื่องระยะยาว เนื่องจากขั้นตอนที่ใช้เวลาและต้นทุนมากที่สุดของการพัฒนายายังคงเป็นการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถเร่งได้มากนัก ดังนั้น AI อาจยังไม่ส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
มุมมองการลงทุน แม้ราคาหุ้น Biotechnology จะฟื้นตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว แต่ระดับมูลค่าโดยรวมยังไม่ได้อยู่ในโซนที่ตึงตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นรอบแรกจากการคลายความกังวลด้านนโยบายได้เกิดขึ้นไปมากแล้ว ผลตอบแทนในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับผลการทดลองทางคลินิก การอนุมัติยาใหม่ และการเติบโตของกำไรจริงมากขึ้น ซึ่งย่อมมาพร้อมความผันผวนที่สูงกว่า
เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Healthcare โดยเน้นบริษัทยาขนาดใหญ่ที่มีงบดุลแข็งแรงและมีรายได้สม่ำเสมอเป็นแกนหลัก ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถเพิ่มสัดส่วน Biotechnology ผ่านกองทุนที่กระจายการลงทุนในหลายบริษัท โดยเฉพาะกองทุนที่ให้น้ำหนักกับบริษัทขนาดกลางและเล็กมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มการควบรวมกิจการในอนาคต การฟื้นตัวของ Biotechnology ยังมีปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านนโยบาย ดอกเบี้ย กิจกรรม M&A และการประยุกต์ใช้ AI แม้อุตสาหกรรมยังมีความเสี่ยงสูงตามธรรมชาติ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกลับมาพิจารณากลุ่มนี้อีกครั้ง
ทั้งนี้ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลนี้จัดทำโดยอาศัยที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน



