วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม 2569

Login
Login

ลายเซ็นที่ไม่เคยลืม

แต่ละวันเรามักจะเซ็นชื่อลงบนเอกสารหลายอย่าง เซ็นแล้วก็ผ่านไป เพราะมีเอกสารใหม่เข้ามาตลอดเวลา

ลายเซ็นส่วนใหญ่จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ

แต่ผมมีลายเซ็นหนึ่งที่ยังจำได้ดี นั่นคือลายเซ็นบนหน้าสมุดคำตอบข้อสอบ ที่ Stanford University เมื่อปี 1972 ตอนผมไปเรียนเก็บหน่วยกิตที่นั่นหนึ่งภาคการศึกษา

หน้าปกสมุดคำตอบ มีข้อความสั้น ๆ ให้ลงนามก่อนทำข้อสอบ

“I acknowledge and accept the Honor Code”

ผมจรดปากกาลงไป ด้วยความรู้สึกภูมิใจอย่างประหลาด เพราะนั่นเป็นการประกาศต่อตัวเองว่า คำตอบทุกคำจะมาจากสติปัญญาของผมเท่านั้น จะไม่ลอก ไม่แอบดู และไม่รับความช่วยเหลือใดๆที่ไม่ได้รับอนุญาต

ระบบ Honor Code เริ่มที่ University of Virginia เมื่อปี 1842 ก่อนจะแพร่ไปยัง Princeton และ Stanford โดยมีหลักการง่ายมาก คือ มหาวิทยาลัยให้ความไว้วางใจแก่นักศึกษา และนักศึกษาต้องรับผิดชอบต่อความไว้วางใจนั้น

ในห้องสอบไม่มีกรรมการเดินตรวจ เพราะมหาวิทยาลัยเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง… ถ้าหากสังคมคาดหวังให้เขาทำเช่นนั้น

แน่นอนว่า Honor Code ไม่ได้ทำให้การโกงหายไปทั้งหมด แต่ Stanford มุ่งสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้การโกงเป็นเรื่องน่าอาย

งานวิจัยของ Donald McCabe ในปี 2002 พบว่ามหาวิทยาลัยที่มี Honor Code จริงจัง มีอัตราการทุจริตต่ำกว่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เพราะนักศึกษาดีกว่าที่อื่น แต่เพราะคนมักทำตามความคาดหวังของสังคมรอบตัว

ลายเซ็นที่ไม่เคยลืม

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวโกงสอบเข้ารับราชการในไทย เป็นข่าวใหญ่ที่น่าอดสูอย่างยิ่ง ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ในต่างประเทศ เพราะว่าต่างประเทศก็มีการโกงสอบแบบระบือลือลั่นเหมือนกัน

เมื่อปี 2013 ที่เมืองจงเสียง ประเทศจีน เกิดเหตุจลาจลที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะว่าทางการส่งผู้คุมสอบภายนอกเข้าไปตรวจตราอย่างเข้มงวด

ผลคือผู้ปกครองและนักเรียนหลายพันคน ล้อมอาคารและเข้าทำร้ายครูผู้คุมสอบ ที่ทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะพบว่ายังมีการโกง แต่เพราะไม่พอใจที่ถูกขัดขวางไม่ให้โกงได้เหมือนเคย….

ปี 2015 ที่รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ผู้ปกครองจำนวนมากปีนกำแพงอาคารสอบหลายชั้น เพื่อส่งคำตอบให้ลูกหลาน พวกเขาทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ไม่อายหน้าอินทร์หน้าพรหม จนเป็นภาพข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก

ทั้งจีนและอินเดียมีปัญหาเดียวกันครับ คือใครสอบผ่าน ก็จะเป็นตั๋วที่เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ

รัฐบาลจีนใช้ทรัพยากรมากมาย รวมทั้งใช้อำนาจรัฐอย่างเข้มงวด ออกกฎหมายให้การโกงข้อสอบเป็นความผิดอาญา ส่วนอินเดียมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร และการกระจายตัวของปัญหามีอยู่มาก จึงยังปรากฏปัญหาให้เห็นเป็นระยะๆ

สำหรับไทยเรา ซึ่งการได้เข้ารับราชการ ก็จะเป็นตั๋วเปลี่ยนชีวิตเช่นกัน จึงมีการโกงกันมาแล้วหลายครั้ง ทั้งนายอำเภอ ตำรวจ และ ครู เพียงแต่การโกงครั้งนี้เป็นเครือข่ายกว้างขวางทั่วประเทศ และประชาชนยังกังวลอยู่ว่าจะจับตัวใหญ่ๆได้สักกี่คน

แต่ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นใด ก็คงนำไปสู่เส้นทางเดิม คือจะมีมาตรการเพิ่มการตรวจสอบ เพิ่มกฎเกณฑ์ จนกฎอาจจะกลายเป็นภาระของทุกคน รวมถึงคนที่ไม่เคยคิดโกง

ถ้าเราใช้สมมติฐานเชื่อใจคน แบบระบบของ Stanford จะพอเป็นไปได้ไหม

ลายเซ็นที่ไม่เคยลืม

ก็คงต้องถามก่อนว่า ระบบที่ Stanford ทำได้ผลนั้น เป็นเพราะอะไร คำตอบก็คือเพราะมีเงื่อนไข 3 อย่างประกอบกันครับ

หนึ่ง คือเป็นชุมชนการศึกษาที่ยึดความซื่อสัตย์เป็นบรรทัดฐานมานานมากแล้ว สอง คือมีกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระจริง และ สาม คือมีบทลงโทษไล่คนผิดออกจากระบบได้อย่างโปร่งใส และตรงไปตรงมา

ลายเซ็นบนสมุดคำตอบ จึงเป็นเพียงพิธีกรรมปิดท้ายเท่านั้น 

ผมเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยของแห่งหนึ่ง ซึ่งทุกๆปีในพิธีมอบปริญญาบัตร ผมมองลงมายังบัณฑิตใหม่นับพันคนที่ลุกขึ้นยืนเปล่งเสียงกล่าวคำปฏิญาณตนพร้อมกัน

บอกตามตรงว่าผมรู้สึก “ขลัง” มาก ทุกครั้งที่ผมได้ยิน ผมคิดเสมอว่า ถ้าบัณฑิตเหล่านี้ก้าวออกไปใช้ชีวิต และทำตามคำปฏิญาณที่กล่าวไว้จริง ๆ ประเทศไทยเราจะเจริญก้าวหน้าไปอีกมหาศาล

ในความเป็นจริง คนไทยจำนวนมากได้ผ่านพิธีกรรมเหล่านี้มาแล้ว รวมถึงคำปฏิญาณในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับตำแหน่งด้วย

ถ้าคำปฏิญาณอันทรงพลังยังหยุดคนโกงไม่ได้ ก็ยากจะหวังพึ่งแค่การเซ็นชื่อลงบนกระดาษ 

เพราะว่าเราขาดเงื่อนไขในสังคมที่ทำให้คำปฏิญาณนั้นมีน้ำหนักจริงในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ยึดความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง หรือกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากคนใกล้ตัวจริง ๆ

เรายังขาดความเชื่อพื้นฐานที่เข้มแข็งว่า คนส่วนใหญ่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่มีใครกำลังมองอยู่ ซึ่งเมื่อความเชื่อนี้อ่อนแอ ความไม่ไว้วางใจก็เข้ามาแทนที่ ทำให้บางคนเริ่มคิดว่าถ้าเราไม่เอาเปรียบ เราจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

วันนี้ไทยกำลังถกเรื่องการโกงสอบ กับเรื่องคอร์รัปชัน และคงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน เพราะไม่ว่ากฎจะเข้มงวดเพียงใด ก็ไม่มีใครเฝ้ามองคนทั้งประเทศได้ตลอดเวลา

อนาคตของประเทศจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้คุมสอบ หรือกล้องวงจรปิด แต่ขึ้นอยู่กับว่า มีคนไทยจำนวนมากพอหรือยัง ที่จะรักษาน้ำหนักของลายเซ็นและคำปฏิญาณที่ตนเคยให้ไว้ 

และยังหนักแน่นกับคำปฏิญาณที่กล่าวออกไป แม้จะไม่มีใครกำลังมองอยู่ก็ตาม

ลายเซ็นที่ไม่เคยลืม