วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย

สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นร้อยละ 3.75-4.00 ต่อปีตามที่ตลาดการเงินคาด เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐยังไม่ลง ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรง 

คำถามคือ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการปรับขึ้นครั้งเดียวหรือสองครั้งเหมือนที่ผ่านมาตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่จะเปลี่ยนบริบทในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดร้อยละ 0.25 เป็นไปตามที่ตลาดการเงินคาด เพราะหลังการให้ความเห็นของประธานเฟด นายเควิน  วอร์ช ในงานสัมมนาที่เมือง Jackson Hole ปลายเดือนสิงหาคม ที่แสดงความห่วงใยเรื่องเงินเฟ้อ ตัวเลขความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ประเมินโดยตลาดการเงินก็ปรับสูงขึ้นตลอด

จากความเป็นไปได้ประมาณร้อยละ 30 ก่อนการสัมมนาที่ Jackson hole เป็นร้อยละ 55 หลังการสัมมนาและล่าสุดเป็นกว่าร้อยละ 90 ก่อนการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนสิงหาคมออกมาที่ร้อยละ 3.4 ไม่เพิ่มหรือลดจากเดือนก่อนหน้า แต่รายละเอียดชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังมีอยู่ คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐจึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ซึ่งไม่ค่อยเห็นกัน

ผมคิดว่าสาเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างพร้อมเพรียงคราวนี้คงมาจากสามปัจจัย ซึ่งตรงกับสามปัจจัยที่ประธานเฟดตอบคำถามช่วงแถลงข่าวแต่เรียงลําดับไม่เหมือนกัน

1.ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ คือ สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่มีท่าทียืดเยื้อและจะไม่จบด้วยการทูต เพราะประเด็นการสู้รบเปลี่ยนน้ำหนักจากภัยอาวุธนิวเคลียร์มาเป็นการควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันกลางไปตลาดโลก ขยายไปหลายพื้นที่

และมีผู้เล่นเข้าร่วมมากขึ้น เช่น กลุ่มฮูตี ซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยืนในระดับสูงคือ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจทะลุ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งคราว 

และแม้การสู้รบจะหยุด การกู้ภาวะการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายให้กลับมาเหมือนเดิมก่อนสงครามจะใช้เวลา ทำให้ราคาน้ำมันโลกจะไม่ลงง่าย เป็นความไม่แน่นอนที่เป็นความเสี่ยงต่อสถานการณ์เงินเฟ้อโลก

2.แนวโน้มเงินเฟ้อในสหรัฐที่ยังไม่ลดลง เพราะราคาน้ำมันที่สูงทำให้ต้นทุนการผลิตแพงขึ้นและผู้ผลิตส่งผ่านต้นทุนที่สูงให้กับผู้บริโภคในรูปราคาสินค้าที่สูงขึ้น ล่าสุดสัดส่วนของสินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 3 ในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมาก็ยังมาก เป็นข้อกังวลของเฟด เพราะจะทำให้อัตราการเพิ่มของราคาสินค้าในประเทศยิ่งลดลงยาก หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงหรือปรับสูงขึ้น

3.เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดีและเข้มแข็งโดยได้ประโยชน์จากบูมในธุรกิจเอไอและอิเล็กทรอนิกส์ ประธานเฟดชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีทั้งการขยายตัว ผลิตภาพการผลิต การบริโภค การลงทุนของเอกชน การจ้างงาน อัตราว่างงานเสถียรที่ร้อยละ 4.1 การปล่อยสินเชื่อ และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในภาวะที่โลกมีแต่ช็อกและความไม่แน่นอน ขณะที่ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจมีสูง 

ทั้งหมดทำให้ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้มีเรื่องเดียวคือ เงินเฟ้อ ที่สูงกว่าเป้าร้อยละ 2 มากว่า 5 ปี เฟดจึงต้องการนําอัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้า มองว่าเสถียรภาพราคาเป็นพื้นฐานของการเติบโตที่ต่อเนื่องที่จะให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย

ตลาดการเงินตอบรับการขึ้นดอกเบี้ยคราวนี้เป็นปกติ ไม่ตกใจ แม้เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลง 1.2% รับข่าว

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงเล็กน้อย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยผ่อนคลายความห่วงใยของตลาดพันธบัตร ที่กังวลท่าทีของเฟดในการเอาจริงกับเงินเฟ้อ จากที่ในสองการประชุมก่อนหน้าที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยและท่าทีของเฟดต่อเงินเฟ้อตอนนั้นไม่เข้มแข็ง 

ไม่เหมือนคราวนี้ที่กรรมการทั้ง 12 คนให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบเอกฉันท์ ส่งสัญญาณว่าเฟดภายใต้การนําของนายเควิน วอร์ช เอาจริงกับหน้าที่การรักษาเสถียรภาพราคา แม้ฝ่ายการเมืองจะพยายามกดดันให้ลดดอกเบี้ย

ต่อคำถามว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นหรือไม่ ถ้าพิจารณาจากการวิเคราะห์ของตลาดการเงินขณะนี้ ตลาดมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจมีได้อีกครั้งหรือสองครั้งในปีนี้ถึงต้นปีหน้า เพราะตลาดประเมินจากการคาดการณ์ส่วนตัวของกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (Dot Plot) 

ที่กรรมการ 16 คนมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นได้อีกหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี โดยมีกรรมการ 4 คนมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจมีได้อีก 2 ครั้ง อันนี้เป็นไปตามประมาณการเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเร่งตัวต่อในปีนี้ก่อนที่จะเริ่มอ่อนลงปีหน้า นี่คือ การมองแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยตามทิศทางเงินเฟ้อ

แต่สำหรับผม มองต่าง มองว่าปัจจัยที่กระทบเงินเฟ้อปัจจุบัน ไม่ใช่ปัจจัยระยะสั้นที่มาจากเศรษฐกิจบูมชั่วคราวเพราะการลงทุนในเอไอ หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือราคาน้ำมันแพงชั่วคราวเพราะสงครามที่ยังไม่จบ แต่มาจากโครงสร้างและความสัมพันธ์ในระบบเศรษฐกิจโลกที่ได้เปลี่ยนไปจากผลของภูมิรัฐศาสตร์และการสิ้นสุดของระบบโลกาภิวัตน์ 

โดยมีความแตกแยกทางเศรษฐกิจและการกีดกันทางการค้าเข้ามาแทน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อลดลงยาก และอัตราดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้นเป็นวัฏจักร โดยมีข้อสังเกตดังนี้

1.อัตราเงินเฟ้อในเศรษฐกิจโลกจะไม่กลับไปต่ำเหมือนสมัยโลกาภิวัตน์ มีแต่จะสูงหรือสูงขึ้น เพราะปัจจัยที่เคยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อต่ำ เช่น เสถียรภาพการเมือง การค้าเสรี และโลกที่ปลอดสงคราม ปัจจุบันไม่มีแล้ว ตรงข้าม เรามีการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค การกีดกันทางการค้า เช่น ภาษีทรัมป์ และภาวะสงครามทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง

2.ภาวะสามสูงที่เราเห็นทั่วโลกขณะนี้ คือราคาน้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง ลึกๆ สะท้อนเศรษฐกิจโลกที่ได้เปลี่ยนไป และจะไม่จบง่าย คือสงครามทำให้ราคาน้ำมันแพง ราคาน้ำมันแพงทำให้อัตราเงินเฟ้อสูง อัตราเงินเฟ้อสูงทำให้อัตราดอกเบี้ยสูง อัตราดอกเบี้ยสูงทำให้เศรษฐกิจชะลอ 

แต่ประเทศคู่สงครามได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันแพงและบูมในธุรกิจเอไอและอิเล็กทรอนิกส์ จึงอาจไม่มีแรงจูงใจที่จะหยุดความขัดแย้งโดยเร็ว สงครามอาจลากยาว ทำให้อัตราดอกเบี้ยต้องปรับขึ้นต่อเนื่อง

3.ในภาวะเช่นนี้ ประเทศที่ต้องนําเข้าน้ำมันและไม่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในเอไอและอิเล็กทรอนิกส์จะถูกกระทบมาก ทั้งด้านการเติบโตและเสถียรภาพ เป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอย่างไทยต้องระวังทั้งการขาดดุลการคลัง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อ เงินทุนไหลออก สภาพคล่อง และค่าเงิน 

อีกประเด็นคือ ผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ล่าสุดมีหลายประเทศที่ประชาชนแบกรับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ได้และออกมาประท้วง ซึ่งกําลังขยายตัว นี่คืออีกประเด็นด้านเสถียรภาพที่ต้องระวังในภาวะสามสูง

 

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย