หลายปีที่ผ่านมา คำว่า Tokenization มักถูกพูดถึงในฐานะเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ในโลกจริง (Real World Assets: RWA) ให้กลายเป็นโทเคนบนบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนตลาดเงิน แต่ในปี 2026 กลับมีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่เริ่มได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว นั่นคือ Tokenized Stocks หรือ “หุ้นในรูปแบบโทเคน”
ข้อมูลจาก RWA.xyz ระบุว่า ในเดือนล่าสุด มูลค่าการโอนของ Tokenized Stocks พุ่งขึ้นกว่า 105% แตะ 8.4 พันล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ขณะที่มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 2.16 พันล้านดอลลาร์ และจำนวนผู้ถือครองเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 409,000 ราย ตัวเลขเหล่านี้อาจยังเล็กเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก แต่สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายหุ้นผ่าน Blockchain กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนและสถาบันให้ความสนใจมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนเข้าใจผิดว่า Tokenized Stocks คือหุ้นของบริษัทคริปโท แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือ หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่จริง เช่น Apple, Nvidia หรือ Tesla โดยสิทธิและลักษณะของโทเคนจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งอาจเป็นการแสดงสิทธิในหุ้น หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงมูลค่าหุ้นก็ได้ ทำให้การซื้อขายและการโอนย้ายสามารถทำได้บนเครือข่ายดิจิทัล แทนที่จะผ่านระบบตลาดทุนแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยายไปสู่การเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ที่เดิมแทบไม่มีทางลงทุนได้ ตัวอย่างที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ SpaceX บริษัทด้านอวกาศของ Elon Musk ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แต่แพลตฟอร์มอย่าง Kraken และ Bybit ร่วมกับ xStocks ได้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานในหลายประเทศสามารถซื้อขาย SpaceX ในรูปแบบ Tokenized Stocks โดยอ้างอิงมูลค่าจากหุ้นจริงที่ถูกถือครองผ่านโครงสร้างการรับฝากสินทรัพย์ (Custody) และ Special Purpose Vehicle (SPV) นักลงทุนจึงสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงมูลค่าของบริษัทเอกชนระดับโลกผ่าน Blockchain ได้ แม้จะยังไม่สามารถซื้อหุ้นโดยตรงผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนนักลงทุนสถาบันหรือกองทุน Private Equity ก็ตาม นี่ถือเป็นตัวอย่างแรก ๆ ที่ทำให้เห็นว่า Tokenization กำลังเปลี่ยน “วิธีการเข้าถึงสินทรัพย์” ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการถือครองเท่านั้น
เหตุผลที่แนวคิดนี้ได้รับความสนใจ ไม่ใช่เพราะ Blockchain ดูทันสมัยกว่า แต่เป็นเพราะมันสามารถแก้ปัญหาหลายอย่างของตลาดทุนได้พร้อมกัน ปัจจุบันตลาดหุ้นยังมีเวลาซื้อขายที่จำกัด ต้องอาศัยตัวกลางหลายชั้น และแม้หลายประเทศจะพัฒนาไปสู่ระบบ T+1 แล้ว แต่ก็ยังต้องผ่านกระบวนการ Clearing และ Custodian ก่อนที่ธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ ในทางกลับกัน Blockchain มีศักยภาพในการทำให้การโอนสินทรัพย์และการชำระเงินเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Atomic Settlement ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และลดความเสี่ยงของระบบได้ในระยะยาว
อีกหนึ่งข้อดีที่หลายคนมองข้ามคือ การเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นคุณภาพได้ง่ายขึ้น ผ่านการถือครองแบบ Fractional Ownership หรือการซื้อหุ้นเป็นเศษส่วน หากในอดีตหุ้นอย่าง Berkshire Hathaway มีราคาหลายแสนดอลลาร์ต่อหุ้น นักลงทุนส่วนใหญ่แทบไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ แต่บน Blockchain ผู้ให้บริการบางรายเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนในสัดส่วนย่อยของสินทรัพย์อ้างอิงได้ ทำให้ข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มลดลง และเปิดประตูให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพได้มากกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้ธีมนี้น่าจับตา ไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโต แต่คือการที่ โลกการเงินดั้งเดิมและโลกสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเดินเข้าหากัน เราเห็นแพลตฟอร์มอย่าง Kraken, Bybit และ Bitget เปิดให้บริการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคน ขณะที่ฝั่งตลาดทุนดั้งเดิมอย่าง DTCC, Nasdaq และ NYSE[iv] ต่างก็ประกาศเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะเดียวกัน บริษัทอย่าง Securitize ก็กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่ผลักดันการนำหลักทรัพย์เข้าสู่ Blockchain มากขึ้นเรื่อย ๆ
หากมองในมุมของนักลงทุน สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงหุ้นที่ถูกนำมา Tokenize แต่คือบริษัทที่กำลังสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้กับระบบใหม่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนา Blockchain อย่าง Ethereum, Solana และ Avalanche บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Coinbase และ Securitize หรือผู้เล่นด้าน Real World Assets อย่าง Ondo Finance เพราะหากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเจ้าของสินทรัพย์ แต่คือผู้ที่สร้าง “ถนน” ให้สินทรัพย์เหล่านั้นสามารถเคลื่อนที่อยู่บนโลกดิจิทัลได้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรมองข้ามข้อจำกัด เพราะ Tokenized Stocks ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น กฎระเบียบของแต่ละประเทศยังแตกต่างกัน สิทธิของผู้ถือโทเคนยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละผู้ให้บริการ และสภาพคล่องก็ยังไม่เทียบเท่าตลาดหุ้นดั้งเดิม ที่สำคัญ Tokenization ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์จะมีสภาพคล่องสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ หากตลาดรองยังไม่มีผู้ซื้อผู้ขายมากพอ ดังนั้น ก่อนลงทุน นักลงทุนควรทำความเข้าใจโครงสร้างของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจน
สุดท้าย หากถามว่า Tokenized Stocks จะเข้ามาแทนตลาดหุ้นเดิมหรือไม่ คำตอบในวันนี้อาจยังเป็น “ไม่”
แต่หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน หลายคนก็เคยตั้งคำถามว่า “ธนาคารจำเป็นต้องอยู่บนอินเทอร์เน็ตจริงหรือ?” วันนี้เรารู้แล้วว่า Internet ไม่ได้ทำให้ธนาคารหายไป แต่ได้เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนใช้บริการทางการเงิน เช่นเดียวกับ Blockchain ที่อาจไม่ได้เข้ามาแทนตลาดหุ้น แต่กำลังเปลี่ยน “โครงสร้างพื้นฐาน” ของตลาดทุนทั้งระบบ
หาก ETF คือสิ่งที่ทำให้การลงทุนง่ายขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา Tokenization อาจเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ “การเป็นเจ้าของสินทรัพย์” ง่ายขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ใช่แค่รูปแบบของหุ้น แต่คือวิธีที่สินทรัพย์จะถูกสร้าง ถือครอง ซื้อขาย และส่งต่อระหว่างนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “Tokenized Stocks จะมาแทนตลาดหุ้นหรือไม่” แต่คือ “บริษัทใดจะเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนยุคใหม่ และใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้”
เพราะในประวัติศาสตร์ของการลงทุน ผู้ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด มักไม่ใช่คนที่เห็นกระแสก่อนใคร แต่คือคนที่เข้าใจว่า “คุณค่าทางเศรษฐกิจจะไหลไปอยู่ตรงไหน” เมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจริง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล


