มนต์ขลังของฟุตบอลโลก ทำให้ผมต้องนั่งเฝ้าหน้าจอหลายสัปดาห์
ผมไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลมากนัก พอดูไปหลาย ๆ แมตช์ เลยมีข้อสงสัยหลายเรื่อง วันนี้ขอคัดมาคุย 2 เรื่องครับ
เรื่องแรกคือ เวลานักเตะชุลมุนกันอยู่หน้าประตู ฝ่ายรุกพยายามจะยิงประตู ฝ่ายรับก็ป้องกันสุดขีด นักเตะหันไปทางไหนก็เจอแต่ขาแข้งของฝ่ายรับ แต่ในเสี้ยววินาที เขากลับเตะลูกฟุตบอล “ลอดช่องขา” ของฝ่ายรับ เข้าไปตุงตาข่ายอย่างงดงาม...
ผมสงสัยว่าที่เขา “เตะลอดขา” ช่องแคบๆเข้าไปได้สวยงามแบบนั้น เขาตั้งใจเล็ง….หรือว่าฟลุ๊ค?
เมื่อถอดรหัสในเชิงกายภาพและจิตวิทยาการกีฬาแล้ว ผมพบคำตอบที่น่าทึ่งว่า ไม่ได้ฟลุ๊คครับ มันคือทักษะขั้นสูงของนักเตะบางคนจริง ๆ
สัญชาตญาณของกองหน้า ก็คือต้องหาช่องว่างที่จะยิงประตู เมื่อกองหลังเข้ามาประชิดเต็มไปหมด ช่องว่างก็หายากขึ้น แต่ขณะป้องกันประตูนั้น กองหลังย่อมต้องกางขา เพื่อให้พร้อมขยับและขยายร่างกาย ให้บังทางบอลได้กว้างที่สุด
นั่นเป็นการ “เปิด” ช่องว่างระหว่างขาไปโดยปริยาย!
พอกองหน้าเห็นช่องว่างปุ๊บ ก็สับไกยิงบอลเลียดพื้น พุ่งลอดขาเข้ากรอบประตูในระยะกระชั้นชิดผู้รักษาประตูกว่าจะมองเห็นบอล ก็ป้องกันไม่ทันแล้ว
เพราะผู้รักษาประตูเอง ก็ถูกกองหลังของตัวเองบังสายตาอยู่ด้วย และยังจะต้องพะวงว่ากองหน้าฝ่ายตรงข้าม จะเตะลูกโด่ง ลูกเลียด หรือ ลูกลอดขา เข้ามาทางทิศใด
คนที่จะเตะลอดหว่างขาได้แม่นยำ ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีได้นั้น ไม่ใช่นักเตะธรรมดาครับ มีเจ้าพ่อแห่งศาสตร์นี้ ที่แฟนบอลนึกถึงอยู่ไม่กี่คน เช่น เมสซี่ ซัวเรส เนย์มาร์ และดาวดวงใหม่อย่าง ยามาล ที่เมสซี่เคยอาบน้ำให้ ตั้งแต่ยามาลอายุเพียง 5 เดือน เป็นต้น
เมสซี่ เตะลอดขาคู่แข่งได้ทั่วสนาม และทำมาแล้วนับร้อยๆครั้ง ส่วนซัวเรส ก็สับขาหลอกจนฝ่ายตรงข้ามขาตาย แล้วสอดบอลลอดหว่างขา เหมือนเป็นงานศิลปะ
ทุกอย่างเกิดจากสายตาที่คมกริบ มองเห็นช่องว่างในเสี้ยววินาที และการตัดสินใจที่เด็ดขาด แฟนบอลไทยเรียกเป็นภาษาบ้านๆว่า “เตะลอดดาก” แต่นักพากย์ใช้คำว่า “ยิงลอดขา” ซึ่งฟังดูสุภาพกว่า
เอาเป็นว่าคนเตะลูกแบบนี้ได้ ไม่ใช่นักเตะธรรมดาครับ เขาคือระดับเทพ
เรื่องที่สอง ผมสงสัยว่าลูกยากๆ ทำไมทำได้ แล้วลูกง่าย ๆ ทำไมเตะหลุดกรอบอย่างน่าเกลียด?
เช่นนักเตะวิ่งฝ่าวงล้อม หลุดมาเดี่ยวๆ โล่ง ๆ ตรงไปทำประตู ไม่มีใครบัง ไม่มีใครบีบ แต่กลับยิงพลาดแบบหลุดกรอบไปไกลโขอย่างเหลือเชื่อ
พลาดแบบนี้ ผมได้รับคำตอบว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “คิดมากเกินไป” ครับ
ในทางจิตวิทยากีฬา เมื่อกองหน้ามีเวลามาก แทนที่สมองจะทำงานด้วยสัญชาตญาณอัตโนมัติ มันกลับคิดเยอะ เช่นจะยิงมุมไหนดี จะเตะแป หรือเตะช้อน ฯลฯ
ความลังเลในเสี้ยววินาทีนั้น ทำลายระเบียบร่างกายและการวางเท้า จนเสียจังหวะ กลายเป็นการพลาดโอกาสทอง ซึ่งภาษาแฟนบอลรุ่นเก่าเรียกว่าอาการ “หมูหก”
คือของหมูๆเลยนะ แต่ปล่อยให้หกไปเฉยๆ
ในวิชาการบริหาร เราเรียกว่า “Analysis Paralysis” ครับ คือ “ภาวะอัมพาตจากการวิเคราะห์” หมายถึงคิดเยอะเกินไป...จนทำอะไรไม่ได้
เช่นบริษัท Intel มีทรัพยากรและงานวิจัย รวมทั้งศักยภาพมหาศาล แต่การตัดสินใจในบางครั้งล่าช้าเกินไป ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด จนทำให้บริษัท NVIDIA ซึ่งเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจ AI
การบริหารประเทศ ก็เป็นไปได้เช่นกันครับ โครงการดีๆอาจถูกแช่ เพราะมีแต่รายงานผลการศึกษาหนาเป็นปึก ๆ มีการตั้งคณะทำงานหลายชุด บางครั้งก็ซ้ำซ้อน
วิเคราะห์ความเสี่ยง จนเอกสารเต็มโต๊ะ...จนไม่มีชิ้นงานออกมาเป็นรูปธรรม สุดท้ายจังหวะเวลาหลุดลอยไป กลายเป็น “หมูหกระดับชาติ“
กลับมาที่เรื่อง การยิงลอดขา ที่สะใจแฟนบอลครับ ถ้าจะเรียกให้สมศักดิ์ศรี ผมว่าเราควรเรียกลูกเตะแบบนี้ว่า “ลูกเทพ” จะฟังดูดีกว่านะ เพราะเป็นลูกที่เตะโดยนักเตะ ”ระดับเทพ“ จริงๆ
แต่ปัญหาก็คือ คำว่า 'ลูกเทพ' ในปัจจุบัน นำไปใช้ในสนามการเมืองเสียแล้ว โดยโยงไปถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มีตำแหน่งใหญ่โตในเวลานี้ และฝ่ายค้านบอกว่าที่ได้ตำแหน่งมา ก็เพราะบารมีทางการเมืองของพ่อ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับมา
เอาเป็นว่า ลูกเทพในสนามฟุตบอลนั้น เวลาเตะทีไร คนดูก็ตื่นเต้นเร้าใจ ลุกฮือกันทั้งอัฒจันทร์
ส่วนลูกเทพในสนามการเมือง พวกเขาคงจะต้องพิสูจน์ฝีมือให้สังคมได้เห็นอย่างจริงจัง ซึ่งจะใช้เวลาอีกนานเพียงใดไม่รู้ ต้องติดตามดูกันต่อไป
แต่ที่รู้แน่ๆก็คือ โอกาสได้ลุ้นเชียร์ “ลูกเทพ” ในสนามฟุตบอลโลก 2026 เมื่อตำนานการเตะลอดขาอย่าง เมสซี่ จะโชว์ฟอร์มกับ ยามาล ดาวดวงใหม่ที่หันหลังใช้ส้นเท้าเขี่ยลอดขา ก็ยังทำได้
มีแค่เช้าตรู่วันจันทร์นี้เท่านั้นครับ!



