ในเวลานี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากเหตุปะทะและวิกฤตราคาพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทว่ารายงานล่าสุดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นอีก 0.4% มาอยู่ที่ 1.9% นับเป็น “ยาหอม” ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ราว 3 เดือน มีวัตถุดิบชั้นดีในการนำมาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
เมื่อมองในเชิงบวก การปรับตัวเลขขึ้นครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มีเหตุผลรองรับทางเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยสามารถปักหมุดตัวเองเข้ากับ “ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก” (Global Tech Supply Chain) ได้สำเร็จ IMF ระบุชัดว่าไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศร่วมกับมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่เป็นผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์รายใหญ่ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่านับแสนล้านบาทที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอ (BOI) สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าในระดับโครงสร้างมหภาค ประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทางในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมอนาคต
อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องตั้งคำถามสำคัญว่า “ตัวเลข 1.9% ที่ขยับขึ้นนี้ เป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริง หรือเป็นเพียงตัวเลขนามธรรมบนหน้ากระดาษ?”
เจตนาที่แท้จริงของการวิเคราะห์เรื่องนี้ ไม่ใช่การด้อยค่าความสำเร็จในเชิงโครงสร้าง แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ข่าวดีทางทฤษฎีนั้นไร้ความหมาย หากไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลดีในภาคปฏิบัติที่กระจายไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Data Center มีลักษณะพิเศษคือเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีเข้มข้น (Capital and Technology Intensive) แต่ “จ้างงานต่ำ” เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการท่องเที่ยว การเกษตร หรือภาคบริการ เม็ดเงินมหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ในศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ จึงมักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่และแรงงานทักษะสูงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหยาดเหงื่อและทรัพยากรที่ประเทศลงทุนไปเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ จะส่งผลดีกลับคืนสู่คนไทยอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่การตักตวงผลประโยชน์โดยกลุ่มทุนข้ามชาติ (Overseas Conglomerates) ที่เข้ามากอบโกยกำไรจากการใช้โครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และพลังงานราคาถูกของไทย แล้วส่งรายได้กลับประเทศต้นทาง ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างตึกกระจกและไอความร้อนจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงลึก (Technology Transfer) ให้แก่แรงงานท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ความลักลั่นนี้สะท้อนภาพเด่นชัดในทฤษฎี “เศรษฐกิจรูปตัวเค” (K-Shaped Economy) ที่กำลังกัดกินสังคมไทย เส้นขาขึ้นของตัว “K” คือกลุ่มทุนเทคโนโลยี ข้าราชการระดับสูง และแรงงานทักษะเฉพาะทางที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากอานิสงส์ของ AI ขณะที่เส้นขาลงอันดิ่งลึก คือภาพของเศรษฐกิจระดับฐานรากและประชาชนคนเดินดินที่กำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กลายเป็นชนักปักหลังที่กัดกินกำลังซื้อในประเทศ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) พากันปิดตัวลงเนื่องจากขาดสภาพคล่อง ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ และราคาอาหารสวนทางกับรายได้ที่หยุดนิ่ง สำหรับพวกเขาแล้ว อุตสาหกรรม AI หรือคลาวด์คอมพิวติ้ง จึงเป็นเรื่องไกลตัวที่กินไม่ได้ และไม่ได้ช่วยให้หนี้สินลดลงแต่อย่างใด
ความเปราะบางภายในประเทศนี้ ยังถูกซ้ำเติมอย่างรุนแรงด้วยปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ล่าสุดจากการที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ข้อตกลงอิสลามาบัดต้องล่มสลายลง นำไปสู่มาตรการตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Closure of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก วิกฤตการณ์นี้ผลักดันให้ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งสินค้า และราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผ่านตรงมายังค่าครองชีพของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความล้มเหลวในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความไม่ชัดเจนและการเตะถ่วงนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเป็นมาตรการปากท้องที่กระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูที่สุดในขณะนี้ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงสำหรับรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 3 เดือน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกินกว่าจะเนรมิตความมั่งคั่งให้ทุกคนได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความนิยมและศรัทธา” ของประชาชนต่อรัฐบาลกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความหวังที่รัฐบาลเคยให้ไว้ตอนหาเสียงขัดแย้งกับภาพความเป็นจริงที่พวกเขาเผชิญในชีวิตประจำวัน เมื่อความหวังปากท้องยังไม่ถูกเติมเต็ม ข่าวดีเรื่องจีดีพีจึงกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ไร้ความหมายในใจของกลุ่มคนชั้นล่าง
นอกจากความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแล้ว สปอตไลต์ของสังคมกำลังจับจ้องอย่างไม่กะพริบตาไปยังพฤติกรรมการ “ลุกลี้ลุกลน” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการเร่งผลักดัน “โครงการ AI Passport” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงเรื่องเส้นสายและเบื้องลึกเบื้องหลังที่โปร่งใส การชี้แจงและการตอบคำถามของตัวแทนรัฐบาลในหลายวาระยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือและขาดความชัดเจน ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่มีกระแสหรือกลไกใดๆ ภายในที่จะสามารถยับยั้งการเดินหน้าของโครงการนี้ได้เลย สภาวะเช่นนี้ยิ่งเปลี่ยนความเคลือบแคลงสงสัยที่มีทุนเดิมอยู่แล้วจากความขาดศรัทธา ให้กลายเป็นการตั้งข้อกล่าวหาอย่างรุนแรงในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริตเชิงนโยบาย
เป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้อย่างสวยหรูว่าจะผลักดันให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มคนหนุ่มสาวประมาณ 5,000,000 คน มีโอกาสเข้าถึงและเติบโตในอุตสาหกรรมใหม่อันตื่นเต้นท้าทายอย่าง AI นั้น แน่นอนว่ารายงานข่าวดีเรื่องการขยับขึ้นของจีดีพีจาก IMF ย่อมถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างและแรงสนับสนุนชั้นดีของโครงการนี้ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่งคือ “กระแสตีกลับ” ที่พร้อมจะพัดกระหน่ำในทันที หากท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้เป็นเพียงฝันกลางวันและจินตนาการที่ขายฝันไปวันๆ เมื่อคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้จริง หรือซ้ำร้ายกว่านั้น โครงการต้องประสบความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า เพียงเพราะผู้รับผิดชอบไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอ และมุ่งเน้นไปที่การผันงบประมาณมากกว่าผลสัมฤทธิ์ปลายทาง
บทสรุปของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ตัวเลขจีดีพี 1.9% ไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงแค่เครื่องมือทำประชาสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อสร้างความอุ่นใจไปวันๆ รัฐบาลต้องตระหนักว่านั่นคือ “โอกาส” ไม่ใช่ “ผลสำเร็จ” หน้าที่เร่งด่วนในภาคปฏิบัติคือการสร้าง “สะพานเชื่อม” นำรายได้จากอุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้มากระจายสู่ระบบเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ผ่านมาตรการภาษีที่เป็นธรรม การบังคับใช้เงื่อนไขให้ทุนข้ามชาติจ้างงานและพัฒนาซัพพลายเชนท้องถิ่น (Local Supply Chain) หรือการนำรายได้เข้ารัฐไปอุดหนุนและแก้ปัญหาหนี้สินให้ภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ
หากรัฐบาลยังไม่สามารถทำให้เงินจาก Data Center ไหลลงไปถึงแผงค้าในตลาดสดได้ ตัวเลข 1.9% ก็จะเป็นได้เพียงแค่ตัวเลขสถิติที่สวยงามในรายงานของ IMF แต่ไร้ตัวตนในความรู้สึกของประชาชน และวิกฤตศรัทธาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ก็อาจจะลุกลามจนยากจะเยียวยา


