วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

อ่านเกมลงทุนครึ่งหลังปี 2569

ตลาดการเงินโลกสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง และกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตราสารหนี้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี ภาพการลงทุนมีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะที่สมดุลมากขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่ราคาหุ้นในหลายตลาดปรับขึ้นมาสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ขณะที่นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักยังอยู่ในระดับตึงตัว และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

 

 

 

ดังนั้น การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์และบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มากกว่าการคาดหวังว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นพร้อมกันทุกกลุ่มเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก อาจพิจารณาจากประเทศ/กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักได้ดังนี้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตอาจชะลอลงจากครึ่งปีแรก การบริโภคภาคเอกชนยังได้รับแรงสนับสนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง รายได้ที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนของภาคธุรกิจที่ยังขยายตัวจากกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center ด้านเงินเฟ้อ แม้ปรับลดลงจากระดับสูงสุดที่ผ่านมา แต่ยังอยู่เหนือเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เฟดมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ในแง่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ยังมีแนวโน้มเติบโต แม้อัตราการเติบโตอาจไม่โดดเด่นเท่าช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไว้ในราคาหุ้นแล้ว โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่

เศรษฐกิจยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงและการบริโภคภาคครัวเรือนที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังอยู่ในระดับอ่อนแอ และการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การเติบโตของเศรษฐกิจยังน่าจะต่ำกว่าสหรัฐฯ

เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มทรงตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การเติบโตยังเป็นไปอย่างจำกัด ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าภาครัฐมีแนวโน้มออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นระยะ แต่คงไม่ใช่มาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่เหมือนในอดีต

ธีมการลงทุนสำคัญ

1. วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังเติบโตต่อ

AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่สำคัญที่สุดของโลก ความต้องการชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง ระบบ Cloud โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ แม้ว่าราคาหุ้นบางบริษัทจะอยู่ในระดับสูง แต่การเติบโตของกำไรยังรองรับระดับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้ นักลงทุนอาจเริ่มกระจายการลงทุนจากหุ้นผู้นำด้าน AI ไปยังบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ AI เช่น ซอฟต์แวร์ Cybersecurity ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม และบริการด้านเทคโนโลยี

2. การฟื้นตัวของหุ้นหลายกลุ่ม

ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มว่าการเติบโตของกำไรจะเริ่มกระจายไปยังกลุ่มการเงิน สุขภาพ อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ตลาดมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้น

3. ตราสารหนี้กลับมาน่าสนใจ

Bond yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตราสารหนี้กลับมามีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของโอกาสที่ bond yield อาจปรับตัวลดลงและบทบาทในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน พันธบัตรรัฐบาลอายุปานกลางและหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี (Investment Grade) ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่ตลาดคาด

4. ความผันผวนยังคงอยู่

ปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาด ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า ระดับมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง ความคาดหวังต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ฯลฯ อย่างไรก็ดี หากเกิดการปรับฐานของตลาด นักลงทุนควรมองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพ มากกว่าการลดความเสี่ยงออกจากตลาดทั้งหมด

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรติดตาม ได้แก่ เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ราคาหุ้น AI ปรับตัวสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมารุนแรง ความตึงเครียดด้านการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวัง ฯลฯ โดยปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ตลาดเกิดการปรับฐานเป็นระยะ แม้ยังไม่ใช่สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอย

บทสรุป

ครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว เงินเฟ้อทยอยชะลอลง และสภาพคล่องทางการเงินค่อย ๆ ผ่อนคลาย แม้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นอาจไม่โดดเด่นเท่าช่วงครึ่งปีแรก แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายตัวของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนและเมกะเทรนด์ด้าน AI ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนมากขึ้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุน การคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น รวมถึงพิจารณาการลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ท่านยอมรับได้