ปลดล็อกวิกฤติขยะ EEC: ดาต้าฟ้อง ‘ประชากรแฝง’ ดันขยะพุ่ง ชู ‘ระยองไม่เทรวม’ สับคัทเอาต์ความชื้นก่อนเข้าโรงไฟฟ้าเฟส 2
การลงพื้นที่จังหวัดระยองของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งขับเคลื่อน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-Energy: WTE) ระยะที่ 2 เพื่อรองรับการจัดการขยะส่วนเกินราว 700 ตันต่อวัน (จากปริมาณขยะเข้าสู่ระบบศูนย์รวมราว 1,100–1,200 ตันต่อวัน) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงนโยบายในการตัดวงจรขยะล้นเมืองของศูนย์กลาง EEC
อย่างไรก็ดี หากเจาะลึกข้อมูลจริงจาก คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการระยองไม่เทรวม ในการติดตามสถานการณ์ขยะ 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป้าหมายหลัก จะพบโครงสร้างปัญหาที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขปลายทาง
ดาต้าฟ้อง: ประชากรแฝง EEC ดันปริมาณขยะโตแบบก้าวกระโดด
ข้อมูลสถิติการจัดการขยะมูลฝอยสะท้อนภาพชัดเจนว่า ปริมาณขยะรวม 5 อปท. เป้าหมาย (ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 43% ของขยะทั้งจังหวัด หรือราว 3.96 แสนตันต่อปี) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 9.23% โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอย่าง ปลวกแดง และ มาบยางพร มีอัตราขยะพุ่งสูงขึ้นถึง 15%
ตัวแปรประชากรแฝง 29% (~300,000 คน): การกระจุกตัวของแรงงานในเขตอุตสาหกรรม EEC ส่งผลให้ปริมาณขยะจริงสูงกว่าฐานประชากรตามทะเบียนราษฎรอย่างมีนัยสำคัญ
ช่องว่างทางทฤษฎี 200–400 ตัน/วัน: ปริมาณขยะที่เข้าสู่ศูนย์กำจัดฯ รวมจริงอยู่ที่ประมาณ 1200 ตัน/วัน ขณะที่ค่าทางทฤษฎีตามจำนวนประชากรรวมควรจะอยู่ที่ 1,400+ ตัน/วัน ส่วนต่างนี้คือโอกาสและช่องว่างสำคัญในการบริหารจัดการตามหลัก Smart City และ Circular Economy ไม่ให้ตกค้างในชุมชน
บทเรียนเชิงประจักษ์: เมื่อ ‘ขยะอินทรีย์’ คือปัญหาร้ายที่บั่นทอน GPSC
แม้ปลายทางจะพยายามเร่งเปิดโรงไฟฟ้าขยะเฟส 2 แต่ต้องยอมรับความจริงหน้างานอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบัน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงคัดแยกขยะเชื้อเพลิง RDF และโรงไฟฟ้าขยะเดิม กำลังเผชิญกับ "ปัญหาความชื้นสูงอย่างหนัก"
ขยะอินทรีย์และเศษอาหารปะปนสูงถึง 40–50%: เมื่อความชื้นสะสมในระบบมหาศาล ค่าความร้อนสุทธิ (LHV) จึงดิ่งลง โรงไฟฟ้าต้องสูญเสียพลังงานความร้อนไปกับการอบไล่ความชื้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง
หากปราศจากการจัดการความชื้นตั้งแต่ต้นทาง ขยะส่วนเกิน 700 ตัน/วัน ที่จะส่งเข้าโรงไฟฟ้าเฟส 2 ก็จะกลายสภาพเป็นเพียง "การส่งขยะเปียกเข้าไปอบในเตาเผาที่มีต้นทุนแสนแพง"
‘ระยองไม่เทรวม’: นโยบายต้นทางที่ต้องสับคัทเอาต์ความชื้น 100%
ทางออกที่แท้จริงจึงต้องยกเครื่องนโยบายตั้งแต่ต้นทาง โดยผลักดันโมเดล "ระยองไม่เทรวม" ให้เป็นวาระภาคบังคับของทุก อปท.
สับคัทเอาต์ขยะเศษอาหารที่ต้นทาง: บังคับใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ครัวเรือน หอพัก แคมป์คนงาน ตลาดสด และนิคมอุตสาหกรรม คัดแยก "ขยะอินทรีย์/เศษอาหาร" ออกจากขยะแห้งแบบ 100% เพื่อตัดความชื้นออกจากระบบทันทีกว่า 40%
ยกระดับ RDF คุณภาพสูง: เมื่อขยะปราศจากความชื้น ขยะแห้งที่เหลือจะกลายเป็นเชื้อเพลิง RDF ค่าความร้อนสูง (High-Caloric Fuel) ป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าเฟส 2 ทำให้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลัง ยืดอายุเครื่องจักร และลดมลพิษปลายปล่อง
ใช้ ‘กองทุนพัฒนาไฟฟ้า’ ขับเคลื่อนตรงจุด: การที่กระทรวงพลังงานส่งทีมงานเข้ามาคุมเข้ม กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ถือเป็นโอกาสในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจุดคัดแยกขยะอินทรีย์ในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ควบคู่กับการติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษแบบ Real-time สร้างความโปร่งใสและลดความกังวลของประชาชน
การแก้ปัญหาขยะของระยองจะสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเตาเผาปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญเชิงนโยบายในการบังคับใช้ "ระยองไม่เทรวม" เพื่อตัดความชื้นตั้งแต่ต้นทาง
เปลี่ยนขยะ 700 ตันให้เป็นเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดที่มีคุณภาพ และขับเคลื่อนระยองสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศต้นแบบของ EEC อย่างแท้จริง





