อยู่ดีๆ ชื่อของ “Donald J. Trump” ก็ไปปรากฏอยู่เหนือป้ายชื่อของ “John F. Kennedy” บนอาคาร Kennedy Center ซึ่งเป็นศูนย์ศิลปะแห่งชาติของสหรัฐฯ
ใครเอาชื่อทรัมป์ไปติด เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร แล้วถ้าใครคิดจะติดป้ายชื่อเหนือทรัมป์ขึ้นไปอีก จะทำได้ไหม ติดตามอ่านได้เลยครับ……
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเปิดดูข่าวทีวี เห็นภาพคนงานกำลังสร้างนั่งร้าน อยู่ที่หน้าอาคารแห่งนั้น ผมคิดว่าเขาคงเตรียมขึ้นไปซ่อมป้าย ซ่อมผนัง หรือทำความสะอาดอาคาร แต่ดูไปดูมา อ้าว…ไม่ใช่นี่
อาคารแห่งนั้นเป็นหอศิลปะแห่งชาติ ที่ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดี John F. Kennedy และมีป้ายชื่อขนาดใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า
“THE JOHN F. KENNEDY CENTER FOR THE PERFORMING ARTS”
เป็นอย่างนี้มานานหลายสิบปีแล้วครับ แต่อยู่ดีๆ เมื่อปลายปี 2568 ก็มีอีกป้ายหนึ่งติดเพิ่มขึ้นมา (เหนือป้ายเดิม)ว่า…… “THE DONALD J. TRUMP AND”
เมื่อรวมกับป้ายเดิม จึงอ่านได้ว่า
“THE DONALD J. TRUMP AND THE JOHN F. KENNEDY CENTER FOR THE PERFORMING ARTS”
เรียกว่าเบียดชื่อทรัมป์เข้ามาเฉยเลย ถามว่าใครคิดและใครอนุมัติ ตอบว่าผู้อนุมัติ ก็คือบอร์ดบริหารของ Kennedy Center นั่นแหละครับ ส่วนคนคิดนั้น… คุณต้องช่วยผมสืบหาหน่อยนะ
เรื่องของเรื่องก็คือ ทรัมป์ได้ปลดบอร์ดจำนวนมากจากชุดเดิม แล้วแต่งตั้งบอร์ดใหม่เพิ่มเข้าไป
แล้วบอร์ดชุดใหม่ก็มีมติให้ทรัมป์เป็นประธานบอร์ด และเปลี่ยนชื่อสถาบัน โดยนำชื่อทรัมป์ไปคู่กับชื่อเคนเนดี้ ทั้งบนป้ายอาคาร ในเว็บไซต์ และเอกสารทุกชนิดของสถาบัน
การปรับเปลี่ยนบอร์ดแบบนี้ แล้วมีมติอย่างนี้เหมาะสมหรือไม่ คุณลองคิดดูเอง หวังว่าคุณจะไม่ตอบผมว่า “ไม่เป็นไรหรอก ทุกวันนี้ก็มีเรื่องทำนองนี้ให้เห็นบ่อยๆอยู่แล้ว”……นะครับ!
แน่นอนว่ามีผู้คัดค้านมตินี้… เรื่องจึงไปถึงศาล
29 พฤษภาคม 2026 ผู้พิพากษา Christopher Cooper แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีคำวินิจฉัยว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่บอร์ดของ Kennedy Center ในการเปลี่ยนชื่อ ศาลจึงตัดสินว่า “รัฐสภาเป็นผู้ตั้งชื่อ Kennedy Center ดังนั้น รัฐสภาเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เปลี่ยนชื่อ”
เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ บอร์ดก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนชื่อ ประเด็นของเรื่องจึงไม่ได้อยู่ที่ใครจะชอบทรัมป์หรือไม่ชอบทรัมป์ แต่อยู่ที่บอร์ดไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
ศาลสั่งให้ถอดชื่อทรัมป์ออกจากป้าย เว็บไซต์ เอกสาร และสื่อทางการทั้งหมด และให้กลับไปใช้ชื่อเดิมของสถาบัน ภายในวันที่ 12 มิถุนายนนี้
ซึ่งก็เป็นวันที่ผมดูการถ่ายทอดสด นั่นแหละครับ
คนงานที่ผมเห็นตั้งนั่งร้านในวันนั้น จึงไม่ได้เตรียมขึ้นไปทำความสะอาดหรือทาสี แต่พวกเขากำลังจะปีนขึ้นไป เพื่อเอาป้ายชื่อ “Donald J. Trump” ออกจาก Kennedy Center ครับ!
พูดง่ายๆ ก็คือ ต่อให้คุณเป็นประธานาธิบดี ต่อให้คุณมีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ต่อให้คุณมีคนสนับสนุนมากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะเอาชื่อตัวเองไปเติมลงในสถาบันสาธารณะได้ โดยมิชอบ
เพราะสถาบันสาธารณะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สาธารณะใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อให้คนมีอำนาจเข้ามาเป็นเจ้าของ
ถ้าผู้มีอำนาจสามารถเอาชื่อตัวเองไปติดไว้ได้ เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ คนใหม่ก็อาจเอาชื่อเดิมออก และ/หรือ เติมชื่อตัวเองเข้าไป วนกันไปอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วมันจะวุ่นวายขนาดไหน
ทำให้ผมนึกถึงบ้านเรา เพราะเคยมีข่าวการนำงบประมาณรัฐ ไปสร้างอาคารเรียน แล้วก็ขึ้นป้ายอาคารให้เป็นชื่อของบุคคลที่ช่วยผลักดันให้เกิดอาคารนี้ จนภายหลังถูกต่อต้านอย่างรุนแรง และต้องถอดป้ายชื่อออกไป
การนำชื่อของบุคคลมาเป็นชื่อโครงการ สถานที่ อาคาร ถนน สะพาน ฯลฯ เพื่อยกย่องคุณูปการของบุคคลสำคัญนั้น หลายกรณีสังคมก็คงจะพอรับได้
แต่ในบางกรณี อาจจะต้องถามลึกๆ ว่าเราสร้างสถานที่นั้นให้สาธารณะ หรือสร้างให้เป็นอนุสรณ์ของผู้มีอำนาจในขณะนั้น
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ที่อเมริกา เมื่อศาลหรือกฎหมายชี้ว่า เส้นอยู่ตรงไหน สังคมส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่า เส้นอยู่ตรงนั้น
ส่วนบ้านเรา ไม่ได้ขาดกติกา ไม่ได้ขาดกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ เรามีเยอะเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เราขาด น่าจะเป็นวัฒนธรรมของการเคารพ ปฏิบัติ และยอมรับกติกา
เราชอบหาช่อง ชอบตีความ ชอบอ้อม ชอบทำให้สิ่งที่ไม่ควรเป็น กลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนถูกต้อง จนเกิดปรากฏการณ์แปลกๆ คือกติกายังอยู่ครบถ้วน แต่ความหมายของกติกาหายไปหมดแล้ว
พูดง่ายๆว่าเป็น “กติกาที่เหลือแต่เปลือก”
ไม่เชื่อคุณลองทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสิครับ
จะเห็นว่าบ้านเรานั้น คนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ถามว่า “ถูกหรือผิด” แต่ถามว่า ทำได้ไหม มีช่องให้ทำได้หรือเปล่า ตีความได้หรือเปล่า มีอำนาจพอไหม มีเส้นสายพอหรือเปล่า ฯลฯ
ถ้าหาทางอ้อมได้ หลายคนก็ถือว่าผ่าน ทั้งที่ความจริง กติกาถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน
เมื่อย้อนกลับไปมองภาพคนงานบนนั่งร้านอีกครั้ง ผมจึงรู้สึกว่าข่าวนี้ก็คือบททดสอบของสังคมหนึ่งว่า เมื่อคนมีอำนาจอยากได้อะไรสักอย่าง แต่กติกาบอกว่า “ไม่ได้” ก็มีคนกล้าพูดคำว่า “ไม่ได้”
และเมื่อศาลสั่งว่าไม่ได้…. ก็ต้อง “ไม่ได้” ตามนั้น
คนที่อยากอยู่เหนือกติกานั้น มีในทุกประเทศแหละครับ แต่ประเทศที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีคนอยากอยู่เหนือกติกา แต่คือประเทศที่ต่อให้ใครอยากอยู่เหนือกติกา เขาก็ทำไม่ได้
และเมื่อถูกบอกว่า “ไม่ได้” เขาก็ต้องยอมรับได้ด้วย
ผมคิดว่า ภาพที่คนงานกำลังจะขึ้นไปปลดชื่อทรัมป์ ออกจากอาคารในวันนั้น…ไม่ได้บอกว่าใครชนะ
แต่มันบอกว่าใครใหญ่กว่ากัน
ระหว่างคนมีอำนาจ กับ กติกา



