ได้มีโอกาสร่วมโต๊ะกับท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้บริหารระดับสูงที่อาคารภักดีบดินทร์เมื่อวันศุกร์ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย ที่มีผู้นำประเทศมานั่งฟังแง่มุมต่าง ๆ จากปากผู้ประกอบการโดยตรง โดยเป็นการใช้ Chatham House Rule ที่เปิดให้สามารถนำสาระจากการประชุมไปใช้ต่อได้ แต่ไม่เปิดเผยว่าใครเป็นผู้พูด ทำให้ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ และแต่ละท่านมีเวลานำเสนอ 3 นาที ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็น startup pitch ในซิลิคอนแวลลีย์ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่ได้มีการพบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรง ถ้านำไปเป็นนโยบายและแผนปฏิบัติการ น่าจะตอบโจทย์ประเทศได้ดีเลยครับ
จากที่มีผู้บริหารระดับสูงจำนวนมาก และเวลา 2 ชั่วโมงกว่าอาจจะสั้นเกินไป หลายๆ ท่านเลยไม่ได้มีโอกาสแสดงความเห็น 3 นาที ซึ่งรวมถึงผมด้วยที่อยู่ในคิวที่กำลังจะได้พูดแล้ว แต่เลยเวลาอาหารไปมากแล้ว ผมเลยขออนุญาตส่งเป็น white paper สั้นๆ ผ่านคอลัมน์นี้แทนนะครับ
สำหรับ 3 มาตรการที่ผมอยากจะเห็น ถ้าพูดสั้นๆ ก็คงจะเป็น 1) get talent 2) go green และ 3) strategically leverage energy advantage ซึ่งจะขอขยายความสั้น ๆ ดังนี้
ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การที่ประเทศเราเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI อาจจะทำให้ต้องมีการ reskill และ upskill แต่ผมมองว่าแค่นั้นน่าจะไม่เพียงพอ มีการศึกษาว่า การที่ประเทศจะมีนวัตกรรมที่ดี ๆ ในระดับโลกนั้น อายุเฉลี่ยของแรงงานมีผลมาก จะเห็นว่าคนหนุ่มสาวจะกล้าคิด กล้าทำ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนใหญ่มาจากหนุ่มสาวหรืออย่างมากก็วัยกลางคน ประเทศไทยจึงควรที่จะ 1) ดึงเด็กไทยที่เก่งๆ ทำงานอยู่ในต่างประเทศกลับมาช่วยประเทศให้ได้ หรือ reverse brain drain ผมเจอคนไทยเก่งๆ ใน Cambridge, Massachusetts, Bay Area, San Francisco หรือ London, Singapore, Hong Kong ทำอย่างไรให้เขากลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศเราในคนรุ่นต่อไป เพราะคนเหล่านี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอย่างมากมาย 2) เปิดประเทศให้นักศึกษาทั่วโลกที่จบปริญญาโทด้าน STEM จากมหาวิทยาลัย 50 อันดับแรกของโลกจาก QS หรือ THE โดยให้วีซ่าหางานในประเทศไทย 2 ปี และเมื่อได้งานที่มีเงินเดือนเกิน 3 ล้านบาทต่อปี ก็ให้วีซ่าทำงานต่อในระยะยาว ซึ่งคนกลุ่มนี้จะตอบโจทย์การลดลงหรือหายไปของเหล่าวิศวกร Gen Z ของประเทศไทย 3) เปิดหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติ STEM ให้คนในภูมิภาคนี้หรือชมพูทวีปมาศึกษาแล้วทำเหมือนข้อ 2 และ 4) ให้มีการอำนวยความสะดวกทั้งด้านวีซ่า ภาษี แบบที่ BoI เคยให้ ทั้งนี้อาจจะจำกัดว่าการขอวีซ่าครั้งแรกต้องมีอายุไม่เกิน 40 ปี จะทำให้มีแรงงานหนุ่มสาวคุณภาพเพื่อเป็น labor pool ขนาดใหญ่ และจะทำให้มีเงินลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ เข้ามามากขึ้น
ทฤษฎีเรื่องเปิดประเทศให้แรงงานคุณภาพได้พิสูจน์แล้วในยุโรป เมื่อสิบปีที่แล้วมีกลุ่มประเทศ PIGS คือ Portugal, Ireland, Greece และ Spain ที่เป็น trouble child หรือประเทศที่มีปัญหา แต่วันนี้ทั้ง 4 ประเทศเป็นประเทศที่มี GDP เติบโตมากกว่าเศรษฐกิจหลักอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส โดยเฉพาะสเปน ที่เปิดประเทศให้มีผู้อพยพมาเสริมแรงงาน และพิสูจน์ว่าได้ผลจริง โดยเศรษฐกิจสเปนเคยเติบโตสูงถึงประมาณ 6% ต่อปี ในช่วงปี 2565-2566 ก่อนจะชะลอลงมาอยู่ที่ราว 2.5% ในปี 2568 ซึ่งก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยูโรโซนที่เติบโตเพียงประมาณ 1% เท่านั้น ออสเตรเลียก็เป็นอีกประเทศที่ใช้ระบบโควตาสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยในปี 2568-2569 โครงการถาวรของออสเตรเลียกำหนดโควตาผู้อพยพไว้ประมาณ 185,000 คน และกว่า 70% เป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
ในส่วนของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น อยู่ในแผนของรัฐบาลอยู่แล้ว และใน พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ก็ได้มีการนำงบประมาณประมาณครึ่งหนึ่งมาผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สำคัญคือในคืนวันศุกร์นั้นก็มีการอภิปรายถึงการต่อยอดของรถอีวี แบตเตอรี่ หรือการปรับปรุงสายส่ง (grid modernization) เพื่อตอบโจทย์การมาของโซลาร์บนหลังคาหรือพลังงานลม แต่ผมอยากจะเสริมว่า แหล่งพลังงานทางเลือกทั้งหมดที่อภิปรายนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องนำเข้า แม้ว่าจะมีกฎว่า เมื่อนำเข้าได้ภาษีพิเศษแล้ว ต้องมาตั้งโรงงานในประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้นนั้น ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นลิเธียม โคบอลต์ในแบตเตอรี่ ซิลิกาในแผงโซลาร์ หรือแม้แต่ซอฟต์แวร์ที่จะมาใส่ในรถอีวี ขณะที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 60% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน
ผมจึงเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านของพลังงานสีเขียวในประเทศไทยนั้น ควรจะเน้นไปทางพลังงานชีวภาพ ดังที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระวิสัยทัศน์และทรงวางแนวพระราชดำริไว้ พลังงานชีวภาพ ทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล หรือล่าสุด UCO (Used Cooking Oil หรือน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหาร) นั้น ล้วนมีวัตถุดิบในประเทศ เพราะประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงเป็นวัตถุดิบที่ทั้งหลากหลายและมากมาย โดยประเทศไทยมีผลผลิตอ้อยกว่า 90-100 ล้านตันต่อปี และมันสำปะหลังราว 30 ล้านตันต่อปี ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีผลผลิตทางการเกษตรอีกหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาต่อยอดเป็น feedstock หรือวัตถุดิบสำหรับ bioeconomy ได้อีกมาก ทั้งของเหลือจากภาคเกษตรและพืชเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เมื่อนำวัตถุดิบดังกล่าวมาทำเป็น first-generation biofuel อย่างเอทานอลหรือไบโอดีเซลแล้ว มูลค่าส่วนใหญ่ในห่วงโซ่การผลิต (value chain) ก็ตกอยู่ในประเทศ และสามารถต่อยอดไปยัง second-generation biofuel เช่น การนำหญ้า ฟาง ชานอ้อย ฯลฯ มาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel) แถมต่อไปเป็น third-gen หรือ bioplastic รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เช่น bio-cosmetic และ biomedicine ซึ่งงานวิจัยด้าน biorefinery ของ International Energy Agency (IEA) และ ScienceDirect ระบุว่า เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (high-value bioproducts) ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับ value chain ได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเห็นว่า การส่งเสริมพลังงานสีเขียวที่เป็นพลังงานชีวภาพนั้น นอกจากจะมี value chain ที่ยาวแล้ว มูลค่าส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศไทยและน่าจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ดีกว่าพลังงานทดแทนกลุ่มอื่น เช่นแบตเตอรี่หรือโซลาร์ และน่าจะเป็น S-curve ที่มาทดแทน S-curve แรกอย่างรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อีสเทิร์นซีบอร์ด เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วได้ดีเลยทีเดียว
ส่วนสุดท้ายคงเป็นเรื่องของการที่ประเทศเรามีโรงกลั่นที่กำลังการกลั่นสูงกว่าอุปสงค์ โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอยู่ที่ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และขณะนี้ทั่วโลกมีปัญหาน้ำมันสำเร็จรูปขาดแคลนอย่างหนัก ล่าสุดข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่า มีประเทศต่างๆ กว่า 76 ประเทศต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน จึงควรที่รัฐบาลใช้ความได้เปรียบดังกล่าวในการต่อยอดทางการทูต อาจจะไม่เหมือนการทูตแพนด้าที่จีนส่งไปเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี แต่การที่เราเอาน้ำมันเครื่องบินหรือดีเซลไปขายให้ประเทศที่ขาดแคลนอย่างหนักในช่วงที่ไม่มีของ น่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี และอาจจะช่วยเพิ่มการค้าและการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ รวมถึงเปิดประตูทางการค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดของบางประเทศที่เราอาจเข้าถึงได้ยากในภาวะปกติ แถมการที่โรงกลั่นได้กลั่นเต็มกำลัง จะช่วยให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ GDP ให้สูงยิ่งขึ้น
ก็เป็นไอเดียเล็ก ๆ ของผมที่ขออนุญาตมีส่วนในการระดมสมองในครั้งนี้ ไม่เข้า Chatham House Rule เพราะนำมาเล่าในที่สาธารณะ แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

