ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีอวกาศกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรม และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ประเทศไทยจึงมุ่งผลักดัน “การทูตวิทยาศาสตร์และอวกาศ” เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนจากนานาชาติ
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การทูตวิทยาศาสตร์และอวกาศ” ในงานเลี้ยงรับรอง Thailand Space Expo 2026 กับคณะทูตานุทูตและผู้บริหารบริษัทอวกาศชั้นนำของโลกว่า สาเหตุที่ไทยต้องเร่งงานด้านอวกาศเพราะอวกาศนำมาซึ่งความร่วมมือ เป็นสะพานเชื่อมไทยกับพื้นที่อื่น ๆ สัปดาห์ก่อนตนได้หารือกับคณะทูตในประเทศไทยตั้งโครงการอวกาศขึ้นมา ซึ่งสามารถขยายไปยังสาขาอื่น ๆ ได้ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เซมิคอนดักเตอร์ การศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ “การทูตอวกาศ” ในการขยายเครือข่ายความร่วมมือและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศไทย
- “เศรษฐกิจอวกาศ”ขับเคลื่อนข้อมูล-ยกระดับอุตสาหกรรมไทย
หากมองการทูตอวกาศในมุมของเศรษฐกิจ รองนายกฯ อธิบายว่า เศรษฐกิจอวกาศมีสองมิติ
1. อวกาศในฐานะตัวขับเคลื่อน หมายถึง การใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมเพื่อภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลจิสติกส์ และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งต้องการความร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลายประเทศ และการสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยในการใช้ API ของข้อมูล
เนื่องจากดาวเทียมมีความละเอียดและความเร็วจำกัด จึงต้องทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์บนพื้นดินก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่
2. อวกาศในฐานะการผลิต มุ่งเน้นไปที่การยกระดับอุตสาหกรรมหลักของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป ให้เป็น “วิศวกรรมความแม่นยำสูง (High Precision Engineering)”
"เทคโนโลยีอวกาศจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ลึกซึ้ง สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีความต้องการคล้ายกัน เช่น อากาศยานอุปกรณ์การแพทย์และหุ่นยนต์ นี่คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ สำหรับประเทศไทย" ศ.ดร.ยศชนันกล่าวและว่า เป้าหมายหลักของประเทศไทยคือใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยให้ความสำคัญกับ 5 P ได้แก่ Planet (โลก), Prosperity (ความมั่งคั่ง), People (ประชาชน), Partnership (ความเป็นหุ้นส่วน) และ Peace (สันติภาพ)
"การลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน แม้ว่าอาจจะไม่ได้สร้างผลกำไรโดยตรงในบางส่วน แต่ก็มีความสำคัญในการสร้างผลประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ในวงกว้าง รวมถึงความสนใจและการลงทุนจากต่างชาติ"
รองนายกฯ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้หลายประเทศและองค์กรให้ความสนใจร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ทั้งในการวิจัย เช่น การพัฒนา payload และการช่วยไทยสร้างดาวเทียม
“ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนดาวเทียมสำหรับการสำรวจเชิงลึกทั่วประเทศ โดย GISTDA ประเมินว่าต้องมีประมาณ 18 ดวง” ดังนั้นนโยบายของไทยในเบื้องต้นจะเน้นที่การสนับสนุนนักวิจัยและอุตสาหกรรมภายในประเทศก่อน แล้วจึงเสริมด้วยการสร้างพันธมิตรเพื่อเพิ่มศักยภาพ
- เฟสสองพัฒนาสเปซพอร์ท
สำหรับการพัฒนาท่าอวกาศยาน (สเปซพอร์ท) รองนายกฯ ยศชนัน กล่าวว่า จะเป็นโครงการในระยะที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความต้องการที่เพียงพอและมีบุคลากรที่มีความสามารถ ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและมีพื้นที่ชายฝั่ง จึงสามารถพัฒนาเป็นฮับท่าอวกาศยานได้
"ท่าอวกาศยานไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องมีระบบนิเวศรอบข้างที่แข็งแกร่ง เช่น ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรมวิศวกรรมความแม่นยำสูง โมเดลธุรกิจของท่าอวกาศยานต้องอาศัยดีมานด์ที่ชัดเจน และต้องเสริมสร้างผู้อื่น ไม่ใช่แย่งส่วนแบ่งกัน"
ส่วนประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเชื่อมโยงมาถึงสเปซพอร์ทนั้น รองนายกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมของเอเชีย หากมีดีมานด์ชัดเจน ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็จะลดลง เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน
- ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ดึงดูดการลงทุนคุณภาพ
นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยสนับสนุนให้มีการใช้พื้นที่อวกาศเป็นเวทีสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ การสร้างนวัตกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนก้าวข้ามผ่านการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
นโยบายต่างประเทศไทยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่หลากหลายและการดำเนินทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการลงทุนที่มีคุณภาพ นวัตกรรม การผลิตขั้นสูง และการเชื่อมโยงในด้านต่าง ๆ
กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันพัฒนายุทธศาสตร์การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ พัฒนาบุคลากร และสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมสร้างขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศไทยและพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศ โดยมีความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเสาหลักสำคัญ
ประเทศไทยมุ่งมั่นลงทุนในนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ประกอบการของตนเอง ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Thailand Space Consortium เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในด้านเทคโนโลยีอวกาศ แทนที่จะเป็นเพียงผู้ใช้งานเท่านั้น ขณะนี้ไทยกำลังเพิ่มความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ยุโรป
ความร่วมมือเหล่านี้ครอบคลุมถึงการพัฒนาดาวเทียม การสังเกตการณ์สินทรัพย์ การวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ และการสำรวจอวกาศอย่างมีความรับผิดชอบ





