วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธรรมาภิบาลไทยกับความฝันสู่ OECD

หน่วยงานรัฐจำนวนหนึ่ง กำลังขะมักเขม้นกับการวางแผนและรวบรวมข้อมูล ตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อจะเข้าสู่การประเมินให้ประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571

ระยะนี้จึงเห็นผู้บริหารหน่วยงานรัฐออกสื่อบ่อยๆ บอกคนไทยแต่เรื่องดีๆ ว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าไปทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วทั้งในมาตรฐานทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล ฯลฯ

ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยังงงว่าการเป็นสมาชิก OECD จะสร้างผลดีต่อปากท้องและปัญหาน้ำท่วมเวลานี้อย่างไร

OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Cooperation and Development) ขณะนี้ประกอบไปด้วย 38 ประเทศ

หลายคนเรียก OECD ว่าเป็น “คลับของคนรวย” เพราะสมาชิกส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นประเทศในยุโรป ในเอเชียแปซิฟิก มีแค่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

OECD จึงเป็นที่รวมของประเทศที่พัฒนาแล้วมีมาตรฐานสูงส่งทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา มาตรฐานชีวิต และธรรมาภิบาล

ขั้นตอนของประเทศไทย พูดง่ายๆ ว่าขณะนี้แค่อยู่ในขั้นยื่นใบสมัครไปแล้วเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนก่อนยื่นใบสมัครก็กินเวลามาแล้วหลายปี เพราะไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะยื่นใบสมัครได้ ก่อนยื่นใบสมัครต้องมีการประเมินตัวเองเสียก่อนว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยื่นใบสมัครไหม ต้องตอบคำถามและยื่นเอกสารมากมาย 

เมื่อผ่านเกณฑ์ให้สมัครได้แล้ว จากนี้ก็จะเริ่มถูกประเมินจากกรรมการของ OECD รวม 25 คณะ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาอีกนานและโหดหินที่สุด เพราะเป็นการประเมินจากภายนอก ไม่ใช่ประเมินตัวเอง

และแน่นอนว่าทุกขั้นตอนหมายถึงการจะต้องจ่ายเงินอีกจำนวนมากโดยไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้หรือไม่

นี่ ยังไม่รวมว่าหากโชคดีเข้าไปถึงรอบสุดท้ายได้ก็จะต้องวิ่งล็อบบี้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ให้ออกเสียงโหวตให้ด้วย

การสั่งการจากนักการเมืองที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องก้มหน้าทำงานเอกสารมากมายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศค่าตัวแพง เปรียบเสมือนการวาดวิมานโดยไม่หันมาดูว่าบ้านเมืองมีความพร้อมขนาดไหน

มีความเป็นไปได้เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องมาตรฐานธรรมาภิบาล ซึ่งมีตัววัดหลายกลุ่มปัจจัย แต่ละกลุ่มก็แยกย่อยๆ ออกไปอีกมาก เอาเฉพาะปัจจัยหลักๆ ที่น่ากังวลมาพูดกันในที่นี้ก่อน

ปัจจัยแรกคือการมีหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ดี กฎหมายมีคุณภาพ ที่สำคัญกว่านั้นคือมีการบังคับใช้อย่างเสมอภาค กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระ ข้อนี้เป็นที่เข้าใจกันดีว่าประเทศไทยมีกฎหมายมากมายจนล้น แต่มีปัญหาการบังคับใช้มาตลอด

หลายเรื่องสังคมคลางแคลงใจในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่คดีนักโทษชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ คดีลูกชายมหาเศรษฐีขับรถชนคนตาย ไปจนถึง สส.เอี่ยวเว็บพนัน

ความโปร่งใส เป็นปัจจัยที่สองที่ท้าทายมาก ทั้งเรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน ข้อมูลภาครัฐที่มีคุณภาพ เพียงพอ เป็นปัจจุบัน และต้องสามารถอธิบายได้ว่าการตัดสินใจของรัฐนั้นมีเหตุผลอย่างไร

รัฐมักอ้างว่าข้อมูลเป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยได้ บางครั้งก็ให้ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจของสาธารณชนและสร้างความกังขา ตัวอย่างเช่น โครงการ AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ที่จนวันนี้การทำ TOR และเงื่อนไขต่างๆ ยังคลุมเครือไร้ความกระจ่างและผลลัพธ์

ความรับผิดชอบ (Accountability) ผู้มีอำนาจภาครัฐพร้อมที่จะถูกตรวจสอบมากน้อยเพียงใด กลไกการตรวจสอบทั้งภายนอก ภายในมีประสิทธิภาพขนาดไหน ข้อนี้นับเป็นจุดอ่อนมากๆ

บ่อยครั้งที่องค์กรภาคประชาชนออกมาตรวจสอบภาครัฐ ผู้นำและคนในรัฐบาลแทนที่จะแสดงความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบความสัมพันธ์เกี่ยวโยงตามหลักฐานที่ปรากฏ กลับขู่จะฟ้องผู้ออกมาเปิดโปง (whistle blower) เสียนี่ 

การกระทำเช่นนี้เท่ากับการมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) อันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของธรรมาภิบาลตามมาตรฐานของ OECD ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

การต่อต้านการทุจริต ข้อนี้นับเป็นความล้มเหลวที่สุดของรัฐบาลไทยในทุกยุคทุกสมัย ดูได้จากดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันหรือ CPI ของประเทศไทยที่ได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนน

การต่อต้านทุจริตที่ไม่เคยมีจริงเกิดจากนักการเมืองไม่มีเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหานี้ เนื่องจากการเลือกตั้งที่ใช้เงินมโหฬารในระบบบ้านใหญ่ จึงทำให้การถอนทุนเกิดขึ้นในทุกหน่วยงานที่มีข้าราชการร่วมสมคบคิด 

การต่อต้านทุจริตจึงเป็นแค่วาทกรรมของผู้นำที่ไม่เคยทำอะไรเป็นรูปธรรม ประเด็นนี้ประเทศไทยจึงล้มเหลวทั้งการป้องกัน ตรวจสอบ สืบสวน ไปจนถึงการลงโทษ ดูอย่างไรก็ไม่ผ่านมาตรฐาน OECD

นอกเหนือจากประเด็นหลักข้างต้นแล้ว เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ความโปร่งใสทางการเมืองและการเลือกตั้ง การบริหารราชการบนพื้นฐานระบบคุณธรรม การกำกับดูแลและตรวจสอบ การถ่วงดุลอำนาจ การทำงานขององค์กรอิสระ ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มีเรื่องร้องเรียนกันเซ็งแซ่ แต่รัฐบาลก็ไม่เห็นว่าจะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

คดีอัปยศทั้งหลาย แค่เฉพาะที่นึกได้ ทั้งเรื่องไอ้โม่งโกงน้ำมัน เรื่องการโกงสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องตึกถล่ม เรื่องอื้อฉาวของตำรวจ เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เรื่องการโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง เหล่านี้เงียบหายไปหลังจากมีเรื่องใหญ่อื่นๆ เข้ามากลบ 

เรื่องเลวร้ายที่สุดเห็นจะไม่พ้นเรื่องการฮั้ว สว.ที่มีการดำเนินการเป็นกระบวนการอย่างน่าตกใจและน่าสะอิดสะเอียน ผู้นำก็แค่บอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยว สะท้อนถึงความจริงใจที่จะแก้ปัญหาการล้มละลายของธรรมาภิบาลไทย

เมื่อธรรมาภิบาลเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการประเมินของ OECD ปรากฏการณ์ที่ไม่ชอบธรรมนานัปการข้างต้นย่อมไม่อาจจะทำให้ประเทศไทยผ่านการประเมินไปได้

การขาดเจตจำนงต่อการสร้างธรรมาภิบาลในการเมืองและในทุกองคาพยพที่การเมืองเอื้อมมือเข้าไปถึง จะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและรอวันปะทุที่รุนแรง

จึงฟันธงกันตรงนี้ว่าความฝันที่จะเข้า OECD จะเป็นเพียงความฝันที่ละลายไปพร้อมกับ งบประมาณก้อนโต เพราะแค่เงื่อนไขธรรมาภิบาลเรื่องเดียวก็ไม่อาจฝ่าฝันไปได้ด้วยเหตุผลทั้งปวง

คำถามที่สำคัญในวันนี้ไม่ใช่คำถามว่าประเทศไทยจะได้เป็นสมาชิก OECD หรือไม่ แต่อยู่ที่คำถามว่าประเทศนี้จะสะอาดสะอ้านหรือมีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อไร และคำถามที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือเรามีรัฐบาลที่สะอาดและยึดมั่นในธรรมาภิบาลขนาดไหนในขณะนี้