วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

ป.ป.ช.แพร่บทความ ทำไมไทยต้องไป OECD มุ่งให้ความสำคัญต้านสินบน

ป.ป.ช.แพร่บทความ ทำไมไทยต้องไป OECD ชี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่มาตรฐานโลก มุ่งให้ความสำคัญ 'ต้านสินบน' ชี้ต้องมีกฎหมายใช้ได้จริง-ภาคธุรกิจมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บทความ เรื่อง ทำไมประเทศไทยต้องไป OECD? เมื่อมาตรฐานโลกมุ่งให้ความสำคัญกับการต่อต้านการให้สินบน โดยระบุว่า ถ้าพูดถึงคำว่า “OECD” หลายคนอาจนึกถึงเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน หรือองค์การระหว่างประเทศที่อยู่ไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว OECD กำลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องใกล้ตัวของคนไทยมากกว่าที่คิด ตั้งแต่ความโปร่งใสของภาครัฐ การให้บริการประชาชน การแข่งขันทางธุรกิจ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และในมิติที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การต่อต้านการให้สินบน โดยเฉพาะสินบนข้ามชาติ ซึ่งเป็นส่วนที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานของคณะทำงานว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Working Group on Bribery)

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “OECD คืออะไร” แต่สำคัญกว่านั้นคือ มาตรฐานของ OECD จะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร และประชาชนจะได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

  • OECD ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ

OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1961 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ และทำงานครอบคลุมหลากหลายด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การบริหารภาครัฐ ไปจนถึงธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต หัวใจสำคัญของ OECD ไม่ได้อยู่ที่การเป็นกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยอย่างที่เคยถูกมองในอดีตเท่านั้น แต่คือการเป็นเวทีที่ประเทศต่าง ๆ สามารถแลกเปลี่ยนนโยบาย ข้อมูล และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์กับ OECD ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไทยมีความร่วมมือกับ OECD มานานกว่า 2 ทศวรรษ และในปี 2567 OECD ได้เปิดกระบวนการหารือเพื่อการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดทำ Accession Roadmap หรือแผนการดำเนินการเพื่อการเข้าเป็นสมาชิก โดยประเทศไทยต้องผ่านการประเมินเชิงลึกจากคณะกรรมการด้านต่าง ๆ ของ OECD เพื่อพิจารณาว่ากฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD มากน้อยเพียงใด ดังนั้น การเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่เพียงการได้รับ “สถานะสมาชิก” เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นกระบวนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เพราะประเทศไทยต้องทบทวนและยกระดับมาตรฐานของตัวเองในหลายด้าน

  • OECD เกี่ยวอะไรกับชีวิตประจำวันของคนไทย?

ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า หากการติดต่อราชการมีขั้นตอนที่ชัดเจนมากขึ้น ข้อมูลของรัฐเปิดเผยและตรวจสอบได้มากขึ้น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่จำเป็นลง

ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ก็ย่อมลดลงไปด้วย ประชาชนจึงมีโอกาสได้รับบริการภาครัฐที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้มากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจก็มีสภาพแวดล้อมที่แข่งขันกันด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพ มากกว่าการแข่งขันกันด้วย “เส้นสาย” หรือ “เงินใต้โต๊ะ” นี่คือเหตุผลที่มาตรฐาน OECD ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานเหล่านี้จะสะท้อนกลับมายังคุณภาพของระบบราชการ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชน

  • “สินบน” คือจุดสำคัญที่ OECD ให้ความสำคัญ

หนึ่งในเรื่องที่ OECD ให้ความสำคัญอย่างมาก คือการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ เรื่องนี้มีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) เป็นตราสารสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศภาคีมีกฎหมายและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ สืบสวน และลงโทษการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในบริบทของธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี 46 ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว และประเทศภาคีต้องเข้าสู่กระบวนการติดตาม และประเมินผลโดย OECD Working Group on Bribery ซึ่งใช้ระบบ peer review หรือการประเมิน

โดยประเทศสมาชิกด้วยกัน เพื่อดูว่าแต่ละประเทศไม่ได้เพียง “มีกฎหมาย” แต่สามารถนำกฎหมายไปบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะการต่อต้านการทุจริตในโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “มีกฎหมายหรือยัง” แต่ถามต่อว่า กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่

  • บทบาทของสำนักงาน ป.ป.ช. กับมาตรฐาน OECD

สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทยที่รับผิดชอบการดำเนินงานภายใต้กรอบคณะทำงานว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Working Group on Bribery) และถึงแม้ประเทศไทย จะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานฯ มายาวนานกว่า 10 ปี โดยใช้เวทีดังกล่าวเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านการต่อต้านสินบนกับนานาประเทศ และสิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้จากเวทีระหว่างประเทศไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่ถูกนำกลับมาพัฒนากฎหมายและมาตรการการป้องกันและปราบรามการทุจริตของประเทศไทยอีกด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ มาตรา 176 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงกำหนดความรับผิดของนิติบุคคลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน นี่จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ในเวที OECD ไม่ใช่เพียงการ “เข้าร่วมประชุม” แต่เป็นการนำมาตรฐานและประสบการณ์จากต่างประเทศกลับมาพัฒนากลไกภายในประเทศ

  • จาก “มีกฎหมาย” ต้องไปให้ถึง “ใช้กฎหมายได้จริง”

ประเด็นที่ OECD ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเช่นกัน คือ การบังคับใช้กฎหมาย เพราะต่อให้มีกฎหมายที่เขียนไว้อย่างดี แต่หากการบังคับใช้ไม่จริงจัง ไม่เป็นอิสระหรือมีมาตรฐานแตกต่างกันไปตามตัวบุคคล กฎหมายก็อาจไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่ควร การเข้าสู่ OECD จึงเปรียบเสมือนการมี “กระจก” อีกบานหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นว่าระบบของเรายังมีช่องว่างตรงไหน และต้องปรับปรุงอะไร OECD จะไม่ได้เพียงบอกว่าประเทศไทยควรมีกฎหมายอะไร แต่กระบวนการประเมินจะพิจารณาถึงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติในภาพรวมพร้อมเสนอประเด็นที่ควรปฏิรูปเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สำหรับสำนักงาน ป.ป.ช. เรื่องนี้จึงเป็นทั้ง “ภารกิจ” และ “โอกาส” ที่จะยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ภาคธุรกิจเองก็เป็นส่วนสำคัญ

การต่อต้านการให้สินบนไม่ได้เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ภาคธุรกิจก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อธุรกิจต้องจ่ายสินบนเพื่อให้ได้งาน ได้รับอนุญาต หรือได้รับความสะดวกเป็นพิเศษ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่สุดท้ายอาจถูกผลักไปเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ หรือทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องอาจจะต้องเสียเปรียบ

สำนักงาน ป.ป.ช. จึงร่วมกับภาคเอกชนขับเคลื่อนในการส่งเสริมมาตรการป้องกันการให้สินบน รวมถึงการสร้างความรู้เกี่ยวกับมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคล และทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน เช่น แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC เพื่อสร้างวัฒนธรรมสังคมของธุรกิจที่ไม่ยอมรับการทุจริต การปรับตัวของภาคธุรกิจอาจมีต้นทุนในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสี่ยง การจัดทำระบบควบคุมภายใน หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้กลับเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย สร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ค้าและนักลงทุน

  • แล้วประเทศไทยจะได้อะไรจากการเข้า OECD?

สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับคือ แรงส่งในการปฏิรูปประเทศ กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกกำหนดให้ไทยต้องผ่านการประเมินมาตรฐานในหลายด้าน และต้องปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล OECD เองระบุว่ากระบวนการนี้สามารถเป็นตัวเร่งสำคัญต่อการปฏิรูปภายในประเทศและอาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจด้านการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ในมุมเศรษฐกิจ

หากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีความโปร่งใส กติกาชัดเจน และการบังคับใช้กฎหมายมีความน่าเชื่อถือ นักลงทุนก็ย่อมมีเหตุผลมากขึ้นที่จะเข้ามาลงทุน ขณะเดียวกันบริษัทไทยที่ต้องการออกไปทำธุรกิจ ในต่างประเทศก็จะได้ประโยชน์จากระบบกำกับดูแลและมาตรฐานด้านกฎระเบียบที่เทียบเท่าสากล ที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลขการลงทุน หากเป็นการสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้การทำธุรกิจที่โปร่งใสสามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง

  • OECD จะช่วยให้ค่าคะแนน CPI ของไทยดีขึ้นหรือไม่?

Corruption Perceptions Index (CPI) คือ ดัชนีการรับรู้การทุจริต จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ Transparency International (TI) ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่หลายคนสนใจ และคำตอบต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้ทำให้คะแนน CPI เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะค่าคะแนนนั้น เป็นการอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ได้ใช้สถานะการเป็นสมาชิก OECD เป็นตัวตัดสินโดยตรง

จากข้อมูลล่าสุดของค่าคะแนน CPI 2025 ซึ่งเผยแพร่ในปี 2569 ระบุว่า ประเทศไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลงจาก 34 คะแนนใน CPI 2024 ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 42 คะแนน ดังนั้น หากประเทศไทยใช้กระบวนการเข้า OECD เป็นแรงผลักให้เกิดการปฏิรูปจริง ทั้งด้านกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใส ความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบ และการลดโอกาสการให้สินบน ก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการยกระดับการรับรู้เรื่องการควบคุมการทุจริตในระยะยาว

  • สิ่งที่ประชาชนจะได้จาก OECD ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีโลก

OECD อาจดูเหมือนเป็นเรื่องของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ นักกฎหมาย หรือนักธุรกิจ แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงควรกลับมาถึงประชาชน ถ้าระบบราชการโปร่งใสขึ้น ประชาชนก็ได้รับการบริการที่เป็นธรรมมากขึ้น ถ้าการจัดซื้อจัดจ้างตรวจสอบได้มากขึ้น เงินภาษีของประชาชนก็มีโอกาสถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น ถ้าการบังคับใช้กฎหมายมีมาตรฐานเดียวกัน ประชาชนก็จะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น และถ้าการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสินบนหรือเส้นสาย ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย มีความโปร่งใสก็มีพื้นที่ในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ “มาตรฐาน OECD” ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรฐานสำหรับประเทศไทยเพื่อให้ผ่านเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิก แต่ควรถูกมองว่าเป็น โอกาสในการกลับมาทบทวนว่า ประเทศไทยต้องการเห็นระบบเศรษฐกิจ ระบบราชการ และระบบยุติธรรมของเราเป็นอย่างไร

การต่อต้านการทุจริต ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง สำนักงาน ป.ป.ช. เพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้สำเร็จได้โดยลำพัง จึงต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐต้องมีกฎหมายและระบบที่ดี ภาคธุรกิจต้องมีธรรมาภิบาล ภาคประชาสังคมต้องมีพื้นที่ในการตรวจสอบ สื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่อย่างอิสระ และประชาชนต้องไม่ยอมรับว่าการทุจริตนั้นเป็นเรื่องปกติ สำหรับประชาชน บทบาทอาจเริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ คือ ไม่ให้สินบน ไม่สนับสนุนการทุจริต ตั้งคำถามเมื่อพบสิ่งผิดปกติ และใช้สิทธิในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

เมื่อพบเห็นการทุจริต ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร สำนักงาน ป.ป.ช. 1205 และช่องทางออนไลน์ของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะได้รับการดูแลตามมาตรการที่เกี่ยวข้องของสำนักงาน ป.ป.ช.

ท้ายที่สุดแล้ว การเข้าสู่มาตรฐาน OECD จะมีความหมายมากที่สุดก็ต่อเมื่อมาตรฐานเหล่านั้นไม่ได้หยุดอยู่ในเอกสารหรือห้องประชุมระหว่างประเทศ แต่เปลี่ยนเป็น กฎหมายที่ใช้ได้จริง ระบบราชการที่โปร่งใส ธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และสังคมที่ประชาชนรู้สึกว่า “การทำดีไม่ใช่การเสียเปรียบ” ประเทศไทยอาจยังอยู่ระหว่างเส้นทางสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่เส้นทางนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของการเดินทางครั้งนี้ คือการทำให้มาตรฐานสากลกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตของคนไทย

เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการปฏิรูป ไม่ใช่เพียงการได้ชื่อว่า “ผ่านมาตรฐานโลก” แต่คือการทำให้ ประเทศไทยโปร่งใส เป็นธรรม แข่งขันได้ และน่าอยู่ขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน