การประท้วงใหญ่ที่ลุกลามไปทั่วยุโรปกำลังสะท้อนถึงรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจ และวิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล แม้จุดศูนย์กลางความวุ่นวายรอบนี้จะอยู่ที่ฝรั่งเศสซึ่งมีประชาชนออกมาประท้วงราวครึ่งล้านคน
แต่หลังจากนั้นความวุ่นวายเริ่มแผ่ขยายลามไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มภูมิภาคยุโรป เช่น อิตาลี ,โปรตุเกส , เบลเยียม ต้นเหตุสำคัญของการประท้วงที่ลุกลามบานปลายในหลายประเทศทั่วทวีปยุโรปหลักๆ เกิดจากวิกฤติความตึงเครียดด้านการคลัง กระทบต่อการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สมดุล ขณะที่ประชาชนในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งราคาที่อยู่อาศัย และค่าเช่ายังเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวนับจากปี 2560 ที่สำคัญหลายประเทศจัดสรรงบประมาณเพิ่มไปที่งบกลาโหม แล้วไปลดงบดูแลด้านการศึกษา และสวัสดิการสังคม จนส่งผลให้รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลฝรั่งเศสพุ่งสูงเกินกว่างบประมาณภาคการศึกษาทั้งระบบ โรงเรียนไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจ้างครู นำไปสู่วิกฤติสังคม และการประท้วงใหญ่บนท้องถนน
ในด้านการเงิน วิกฤติประท้วงรอบนี้ถูกซ้ำเติมด้วยภาระหนี้สาธารณะ และการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่มีหนี้สูงถึง 120% ต่อ GDP อีกทั้งยังขาดดุลงบราว 5% ต่อ GDP ติดต่อกันหลายปี เมื่อเจอกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่พุ่งขึ้นกว่า 1% ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนจนแตะระดับ 5% ตลาดการเงินจึงเริ่มตั้งคำถามดังๆ ต่อความสามารถในการชำระหนี้ของฝรั่งเศส
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลฝรั่งเศสในช่วงเวลาที่กำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคือ การตัดสินใจระหว่าง “ความถูกต้องทางการคลัง” กับ “ความถูกใจของประชาชน”
การแก้ไขปัญหาหนี้ และการขาดดุลผ่านการลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ แม้จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไม่เป็นที่ถูกใจของภาคประชาชน อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความไว้ใจ และพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลังได้ แรงเทขายพันธบัตรจากตลาดการเงินจะเป็นแรงบีบบังคับให้รัฐบาลต้องยอมปรับเปลี่ยนนโยบายในที่สุด รวมถึงเสี่ยงต่อภาวะแพร่ระบาดทางการเงินไปยังประเทศอื่นในยุโรปด้วย
บทเรียนจากวิกฤติความรุนแรงในยุโรปนับเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า เสถียรภาพทางการคลัง และความสงบสุขทางสังคมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ การเน้นผลประโยชน์ระยะสั้นหรือการละเลยการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ มีแต่จะจุดชนวนความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น
เหตุการณ์ในยุโรปจึงเป็นเครื่องเตือนใจรัฐบาลไทยด้วยว่า เราได้จัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่
ที่สำคัญงบประมาณที่จัดสรรไปได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทุกคนในประเทศได้ประโยชน์อย่างแท้จริงไหม? ...มิเช่นนั้นในอนาคต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปอาจเกิดกับไทยก็เป็นได้!
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





