กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการ FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00%
นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สาเหตุสำคัญคือเงินเฟ้อที่เร่งตัวจากราคาน้ำมันช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้ตลาดประเมินว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจดำเนินต่อไป ล่าสุดดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ อยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของ Fed ที่ 2% ค่อนข้างมาก
เหตุผลของการปรับดอกเบี้ยยังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง การใช้จ่ายในประเทศที่ยังมีความยืดหยุ่น การลงทุนภาคธุรกิจที่แข็งแรง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในระยะสั้นอาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคา หากความต้องการขยายตัวเร็วกว่ากำลังการผลิต
สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ขณะที่เงินเฟ้อล่าสุดในเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.8% แม้จะสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ 2.9% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
และตอนนี้ตลาดมองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ และหากสงครามยังยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูง ก็อาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ต้องคงความเข้มงวดต่อไป ส่วนทิศทางดอกเบี้ยในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอน
คำถามที่อยากชวนคิด คือ ดอกเบี้ยที่ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นจะกระทบพอร์ตลงทุนของพวกเรายังไงบ้าง
โดยทั่วไปเมื่อดอกเบี้ยขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) มีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้อัตราคิดลด (Discount Rate) สูงขึ้น มูลค่าของสินทรัพย์ (Valuation) ลดลง พร้อมกับต้นทุนการเงินที่แพงขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงจึงถูกกดดัน ขณะที่เงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้นกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น
เริ่มจากพันธบัตร เมื่อ Yield ใหม่ในตลาดสูงขึ้น พันธบัตรรุ่นเดิมที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าความน่าสนใจย่อมน้อยลง ราคาจึงลดลง ดังนั้นแล้วพันธบัตรอายุยาวจึงได้รับผลกระทบมากกว่าอายุสั้น
ส่วนตลาดหุ้นมักถูกกดดันจาก Valuation เพราะ Discount Rate ที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตลดลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และหุ้นเทคโนโลยีที่กำไรอยู่ไกลในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง ต้นทุนทางการเงินของบริษัทก็สูงขึ้นทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และต้นทุนการออกหุ้นกู้ บริษัทที่มีหนี้สูงจะเจ็บตัวมากกว่า
อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการและแนวโน้มกำไรด้วย ธุรกิจบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังมีรายได้และกำไรเติบโต เช่น NVIDIA ซึ่งรายงานผลไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่ารายได้เพิ่มขึ้น 106% และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 124% จากปีก่อน
สะท้อนแรงสนับสนุนต่อธุรกิจชิปและระบบประมวลผลสำหรับศูนย์ข้อมูล กำไรที่แข็งแรงจึงอาจชดเชยแรงกดดันจาก Discount Rate ได้บางส่วน และช่วยอธิบายว่าทำไมหุ้นสหรัฐบางกลุ่มยังแข็งแกร่งได้ แม้อัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield สูงขึ้น
เมื่อสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจแพงขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนก็มีแนวโน้มชะลอลง ส่วนค่าเงินของประเทศที่ขึ้นดอกเบี้ยมีโอกาสแข็งค่าจากเงินทุนไหลเข้า แต่ยังขึ้นกับเศรษฐกิจและความเสี่ยงอื่นด้วย
ทองคำ เป็นอีกสินทรัพย์ที่อาจถูกกดดัน โดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) สูงขึ้น เพราะทองไม่มีดอกเบี้ย แต่หากการขึ้นดอกเบี้ยมาพร้อมความกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือความเสี่ยงเศรษฐกิจ ทองก็ไม่จำเป็นต้องลดลงเสมอไป
ด้าน Bond Yield สหรัฐ ปีนี้ปรับขึ้นทั้งเส้น ตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดพันธบัตรอายุ 2 ปีอยู่ราว 4.81% อายุ 10 ปีราว 5.27% และอายุ 30 ปีราว 5.63% โดยแต่ละช่วงอายุขึ้นด้วยเหตุผลที่ต่างกัน
พันธบัตรอายุไม่เกิน 2 ปี สะท้อนมุมมองต่อดอกเบี้ยเป็นหลัก ทั้งการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เงินเฟ้อที่เหนียวแน่น ราคาพลังงานที่สูง รวมถึงตลาดแรงงานและเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าคาด ตลาดจึงมองว่าดอกเบี้ยต้องอยู่สูงนานขึ้น (Higher for Longer)
ช่วงอายุ 3–7 ปี สะท้อนภาพเศรษฐกิจมากขึ้น ตลาดปรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ (Neutral Rate) ให้สูงขึ้น ท่ามกลางการลงทุนภาคธุรกิจที่แข็งแรง และการลงทุนด้าน AI ที่ทำให้ความต้องการเงินทุนสูงขึ้น
ส่วนพันธบัตรอายุ 10–30 ปี ปีนี้ถูกขายออกมาหนัก เพราะตลาดมองว่านโยบายการคลังต้องใช้เงินมาก รัฐบาลต้องออกพันธบัตรระดมทุนเพิ่ม นักลงทุนจึงขายรุ่นเดิมออกก่อนเพื่อรอผลตอบแทนที่ดีกว่า
บวกกับความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ และบางช่วงแรงประมูลก็อ่อน ขณะที่บริษัท AI รายใหญ่ก็ออกหุ้นกู้ระดมทุนเช่นกัน ด้วยความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำแต่ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุเท่ากัน เงินทุนจึงถูกแย่งไปจากภาครัฐ
ประเด็นที่ผมอยากให้จับตามองไม่ใช่แค่ว่า “ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ดอกเบี้ยจะขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดหรือไม่” หากตลาดรับรู้ไปแล้ว ราคาสินทรัพย์อาจไม่ตอบสนองมากนัก แต่หาก Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าคาด ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ก็อาจจะมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นจะปรับลดลงทุกครั้ง หากเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจและกำไรของบริษัทแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยีและ AI ยังเป็นปัจจัยหนุน
ในมุมมองของผม ตลาดหุ้นจึงยังมีโอกาส แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการเติบโตของแต่ละบริษัทควบคู่กับภาระต้นทุนทางการเงิน และความแข็งแกร่งที่ว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกบริษัท
รายงานการประชุม Fed วันที่ 15–16 กันยายน 2569 ระบุว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดส่วนอื่น แต่อัตราส่วนราคาต่อกำไรของตลาดลดลงในปีนี้ จึงต้องแยกระหว่างราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นกับ Valuation ที่แพงขึ้น
เมื่อราคาสะท้อนความคาดหวังไว้มาก กำไรที่ต่ำกว่าคาด การลงทุน AI ที่ชะลอลง หรือต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้นก็อาจทำให้ตลาดผันผวนได้ นักลงทุนจึงยังต้องจับตามอง
ขณะที่เงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้นน่าสนใจขึ้น พอร์ตตราสารหนี้และทองคำยังเผชิญแรงกดดัน ทีมลงทุนของ กบข.จึงจับตา Bond Yield อย่างใกล้ชิด เพราะในโลกที่ดอกเบี้ยเปลี่ยน การจัดพอร์ตก็ต้องปรับตาม





