วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

ทำไม ธปท. ต้องจัดการ ‘เงินเทา’

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับมอบหมายจาก ผู้ว่าฯ วิทัย รัตนากร ให้ไปบรรยายในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2569 ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

หัวข้อที่ผู้จัดงานให้มา คือ บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อการนำพาเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สิ่งแรกที่ผมพูด คือ หัวข้อนี้คาดหวังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากเกินไป เพราะ ธปท. มีเครื่องมือและขอบเขตหน้าที่จำกัด ธปท. เพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ 

การแก้ไขปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน รวมทั้งรัฐบาลและภาคเอกชน โดย ธปท. จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ในงานสัมมนา ผมนำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ปรับจากโมเดลลูกศร 3 ดอก (Three arrows) ของญี่ปุ่น ที่ริเริ่มในปี 2556 โดยอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า นโยบายอาเบะโนมิกส์

แม้ในช่วงแรก นโยบายอาเบะโนมิกส์จะถูกปรามาส แต่ 13 ปีผ่านไป นโยบายนี้ได้รับการยอมรับว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ให้หลุดพ้นจาก 3 ทศวรรษที่สูญหาย

ลูกศร 3 ดอก ได้แก่ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และต้องใช้ลูกศรทั้ง 3 ดอก จึงจะเห็นผล จะขาดดอกใดดอกหนึ่งไปไม่ได้

แต่ในกรณีไทย ผู้ว่าฯวิทัย เห็นว่าลูกศรแค่ 3 ดอกยังไม่พอ จึงเพิ่มลูกศรดอกที่ 4 ขึ้นมา คือ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด 

มาตรการการเงินเฉพาะจุดของผู้ว่าฯวิทัย หรือจริงๆแล้ว คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในส่วนของภาคสถาบันการเงินที่ ธปท. กำกับดูแล แบ่งเป็น 4 เรื่อง ได้แก่  

1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่มีศักยภาพ

2. การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 

3. การสร้างความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน ผ่านการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมและการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร (Nonbank) และ

4. การจัดการเงินเทา

เท่าที่ผมสัมผัส ใน 4 เรื่องนี้ เรื่องสุดท้าย การจัดการเงินเทา เป็นเรื่องที่ได้ใจประชาชนทั่วไปมากที่สุด 

หลายคนบอกกับผมส่วนตัวว่า เขาชื่นชมในความกล้าหาญของผู้ว่าฯวิทัยมาก ขณะที่อีกหลายคนบอกว่า ธปท. ควรทำเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีคนตั้งคำถามมากที่สุด ว่า ธปท. ทำเกินบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่มองว่าธนาคารกลางควรจะโฟกัสที่เสถียรภาพการเงิน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ เงินเทาไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรม แต่คือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว 

โดยเฉพาะหากเงินทุนจำนวนมากถูกจัดสรรไปสู่ธุรกิจที่ผิดกฎหมายและการคอร์รัปชั่น แทนที่จะไหลไปสู่ SMEs ที่มีศักยภาพ การลงทุนในการศึกษา ระบบสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

อันที่จริง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ งานศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีศึกษาในละตินอเมริกา พบว่า ปัญหาเงินเทาทำให้การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจไปผิดที่ผิดทาง และฉุดรั้งศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของเงินเทามีผลต่อความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ซึ่งอยู่ใต้การกำกับของ ธปท.

มีเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่ง ที่ผมรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ได้ยิน คือ ประเทศไทยได้พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกแล้ว ... ศูนย์กลางเงินเทา

โดยทั่วไป ธนาคารกลางที่มีหน้าที่กำกับสถาบันการเงินจะดูแลปัญหาเงินเทาผ่านมาตรการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกมาพูดกันชัดๆ จนกระทั่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในภูมิภาค

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) และธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค (ของจริง) พูดถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการเงินเทาในเชิงรุกชัดเจนมาก

MAS: "MAS is fully committed to safeguarding Singapore as a clean and trusted financial centre"

HKMA: “The risks are not just about the money that may be lost; it’s about faith in our financial system, our security, and the pride we all have in Hong Kong as a leading, trusted financial centre."

ดังนั้น การจัดการเงินเทาของผู้ว่าวิทัย สามารถมองได้ว่าเป็นการยกระดับ AML/CFT จากเชิงรับ (ดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สากล) ไปสู่เชิงรุก โดยที่ยังอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของธนาคารกลาง

วรรคสุดท้ายนี้สำคัญมากครับ

ผู้ว่าฯวิทัยพูดอย่างชัดเจนในหลายเวทีว่า การจับกุมและปราบปรามเงินเทาเป็นหน้าที่ของตำรวจ และ ปปง. ส่วน ธปท. เป็นผู้ประสานงาน ตรวจสอบ และ "สร้างคอขวด" สำหรับเงินเทาที่ไหลผ่านสถาบันที่ ธปท. กำกับดูแล

เช่น การถอนและ (ในอนาคต) การฝากเงินสดเกินห้าล้านบาท จะต้องสามารถชี้แจงวัตถุประสงค์และที่มาที่ไปได้

ล่าสุด ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล 11 หน่วยงานได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ภายใต้ "กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน" เพื่อยกระดับภาคการเงินไทยไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายและการทุจริต

ในงานนี้ ยังมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมงานด้วย สะท้อนความเป็นประเด็นเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

ในทางปฏิบัติ การสร้าง “คอขวด” เพื่อสกัดกั้นเงินเทา ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจสร้างความไม่สะดวกให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนที่สุจริตได้บ้าง

โจทย์สำคัญของ ธปท. จึงไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบต่อการทำธุรกรรมปกติของประชาชนและภาคธุรกิจ แต่คือ การหา “จุดสมดุล” ระหว่างการสร้างคอขวดสกัดเงินเทา กับการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่สุจริตขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างราบรื่น

แน่นอนว่า สิ่งที่ ธปท. กำลังทำ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นตอของเงินเทาคือธุรกิจผิดกฎหมายและคอร์รัปชั่น แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลภาคการเงินซึ่งเป็นทางผ่านของเงินเทา ธปท. จะอยู่นิ่งเฉย และปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามซ้ำเติมโครงสร้างเศรษฐกิจต่อไปอีกไม่ได้

ผมขอปิดท้ายบทความด้วยคำสัมภาษณ์ของผู้ว่าฯวิทัยในงานประกาศเจตนารมณ์ครับ

“แบงก์ชาติอาจจะไม่มีอำนาจปราบปรามหรือจับกุม แต่เราสามารถสกัดกั้นเรื่องไม่ดีเหล่านี้ให้มันเกิดยากขึ้นได้ สร้างต้นทุนที่แพงขึ้นได้ แล้วแน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้เรื่องไม่ดีพวกนี้หมดไปได้ แต่เราทำให้ลดลงได้”