เรามีความรู้ในเรื่องอาหารที่คนจะเป็นแม่ควรบริโภคกันเป็นอย่างดี เช่น กินอาหารครบหมู่ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด หลีกเลี่ยงปลาตัวใหญ่โดยเฉพาะปลาฉลามเพราะมีสารปรอท ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์
อย่ากินยาบำรุงที่แพทย์ไม่ได้แนะนำเพราะไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง บริโภคผักผลไม้สดเป็นพิเศษโดยเฉพาะหัวหอมและต้นหอม เพราะมีสาร flavonoid ที่เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของเซลล์สมอง ฯลฯ
อย่างไรก็ดี เราเพิ่งมีความรู้กันในเรื่องที่ทารกในครรภ์ “เรียนรู้” อะไรหลายอย่างก่อนเกิด ความเข้าใจนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ในการฟูมฟักลูกรักทั้งขณะที่ยังไม่เกิดและหลังคลอดแล้ว
การ “เรียนรู้” ของทารกในครรภ์ในที่นี้หมายถึง การที่เด็กพบว่ามีอะไรเกิดขึ้นและมีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นและจำรูปแบบได้ มิได้หมายความว่าเด็กสามารถคิดได้ว่าแม่พูดภาษาอะไร คำที่ได้ยินหมายความอย่างไรดังที่เราเข้าใจกัน เด็กมิได้เรียนรู้คณิตศาสตร์ ดนตรี หรือทักษะการคิด
หากแต่เป็นว่าเมื่อได้ยินรูปแบบของเสียง รับรู้รสชาติ กลิ่น และการเคลื่อนไหว ก็เกิดการ “เรียนรู้” ขึ้น งานศึกษาทดลองในเรื่องการ “เรียนรู้” ก่อนเกิดนั้นมีมากมายในปัจจุบัน ดังนี้
(1) การได้ยิน ในช่วงท้องเดือนที่ 7-8-9 ระบบการได้ยินของทารกพัฒนาขึ้นจนสามารถมีปฏิกิริยาต่อเสียงได้ ในมดลูกนั้นมิได้เงียบ (ตามที่เหล่าผู้ศึกษาบอก ผู้เขียนจำไม่ได้ครับ) หากเด็กได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ การหายใจและการย่อยอาหารของแม่ เสียงต่างๆ โดยเฉพาะเสียงของแม่ รวมทั้งเสียงดนตรีและเสียงที่พยายามเก็บแล้วก็ตาม
งานทดลองพบว่าเด็กเกิดใหม่ชอบเสียงของแม่มากกว่าเสียงของคนที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งหมายความว่าการได้ยินเสียงซ้ำๆ ของแม่ก่อนเกิดมีผลต่อการ “เรียนรู้”
(2) จำภาษาของแม่ได้ งานศึกษาพบว่าทารกเกิดใหม่แสดงหลักฐานว่าได้ “เรียนรู้” ลักษณะของภาษาที่ได้ยินก่อนเกิด เช่น ตอนเป็นเด็กอ่อนมีปฏิกิริยาต่อภาษาที่แม่พูดมากกว่าภาษาที่ไม่คุ้นเคย ข้อสรุปก็คือทารกในครรภ์มิได้เข้าใจความหมายของคำ หาก “เรียนรู้” แบบแผนเสียงของภาษา ทำนองและเสียงพูด
(3) จำเสียงดนตรีได้ มีหลักฐานว่าการเปิดเพลงให้เด็กฟังซ้ำๆ ในช่วง 5 เดือนหลัง ทำให้เด็กแรกเกิดมีปฏิสัมพันธ์ต่อเพลงที่เคยได้ยินอย่างแตกต่างจากที่มีต่อเพลงอื่นๆ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นว่าหากได้ยินเพลงคลาสสิกตั้งแต่อยู่ในท้องแล้วจะทำให้ฉลาดขึ้น (อย่าเพิ่งเชื่อว่าเพลงของ Mozart ทำให้เด็กฉลาดขึ้น)
(4) เรียนรู้รสชาติ นักวิจัยพบว่ารสชาติของอาหารที่แม่กินเข้าไปนั้นเดินทางไปถึงทารกผ่านน้ำคร่ำ ทารกในครรภ์มีปฏิกิริยาแตกต่างกันต่อหลายรสชาติอาหารจากแม่ และหลังคลอดแล้วทารกดูจะยอมรับรสชาติที่เคยได้รับในขณะอยู่ในครรภ์มากกว่ารสชาติอื่นๆ การพบเช่นนี้แสดงว่าทารกในครรภ์เริ่มเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทางรสชาติก่อนที่จะเกิด
(5) เรียนรู้กลิ่น สิ่งแวดล้อมทางเคมีรอบตัวเด็กตอนอยู่ในครรภ์ ประกอบด้วย โมเลกุลที่เกี่ยวพันกับกลิ่นของร่างกายแม่และอาหารที่แม่กิน งานศึกษาพบว่าทารกแรกเกิดสามารถจำกลิ่นที่คุ้นเคยของแม่และแสดงความชอบกลิ่น ซึ่งมาจากประสบการณ์ที่เคยได้รับตอนที่ยังไม่เกิด นี่คือ เหตุผลหนึ่งว่าความสามารถในการจำแม่ของทารกมิได้มาจากการมองเห็นเท่านั้น
(6) เรียนรู้แบบแผนของการเคลื่อนไหว ทารกในครรภ์สามารถเคลื่อนไหวได้ก่อนความสามารถอื่นๆ และเมื่อก่อนถึงช่วงท้าย เด็กได้ผ่านประสบการณ์รูปแบบที่ซ้ำๆ ของกิจกรรมการเคลื่อนไหวของแม่ เด็กจึง “เรียนรู้” ปรับการเคลื่อนไหวตลอดอายุครรภ์ เช่น แม่ชอบเดิน ชอบนั่ง ออกกำลังกาย ทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ
เด็กจึงพัฒนาการ “เรียนรู้” และประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (sensory motor) ไปด้วยหากแต่เป็นการ “เรียนรู้” ที่แตกต่างจากการเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ในความหมายที่เราเข้าใจกัน
(7) เรียนรู้เสียงแม่ได้ดี เด็กได้ยินเสียงของแม่ผ่านอากาศและมดลูกผ่านการสั่นสะเทือนของร่างกายแม่ ดังนั้น เสียงของแม่จึงเป็นต้นตอของประสบการณ์ “เรียนรู้” ที่สำคัญยิ่ง แม่เป็นคนแรกในชีวิตที่สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิด พ่อและแม่ต้องร่วมกันสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นในโลก
(8) ความเครียดและสิ่งแวดล้อมทางสังคมของแม่มีผลต่อพัฒนาการ ทารกในครรภ์ได้รับสัญญาณทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของแม่
งานวิจัยพบว่า การประสบความเครียดที่รุนแรงและยาวนานของแม่สามารถมีผลกระทบต่อพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์และพฤติกรรมในเวลาต่อมา แต่ไม่ควรสรุปว่าการมีความเครียดในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นการทำลายเด็กจนรู้สึกผิด
พัฒนาการของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเพราะเป็นผลพวงจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมรอบข้าง การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ อาหารที่บริโภค ตลอดจนประสบการณ์หลังการเกิดแล้ว ฯลฯ ปฏิกิริยาโต้ตอบกันของสิ่งเหล่านี้คือคำอธิบาย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้เกิดแง่คิดของการต้องดูแลตนเองและทารกในครรภ์เป็นอย่างดีเพื่อประโยชน์ของเด็กในระยะยาว อย่าลืมว่าแม่เป็นผู้นำเขาเข้ามาในโลกจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในตัวเขาตั้งแต่เกิดและก่อนเกิดด้วยซ้ำ เพราะแม้แต่ขณะที่ยังไม่เกิดก็ได้ “เรียนรู้” แล้ว (มดลูกเป็นห้องเรียนที่ไม่มีวันหยุด) การเข้าใจการเรียนรู้เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ฮอร์โมน cortisol ที่หลั่งออกมาเมื่อแม่เกิดความเครียดไม่เป็นคุณ เพราะเข้าไปถึงร่างกายของทารกในครรภ์ผ่านรก ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียด หรือมีความเครียดไม่มากและไม่ยาวนานจึงเป็นคำแนะนำที่ดี เมื่อได้รับ cortisol จากความเครียด ทารกก็จะปรับระบบร่างกายโดยมีปฏิกิริยาโต้ตอบอันมีผลต่อพัฒนาการของระบบประสาท
คำแนะนำสำหรับเจ้าของครรภ์ทั้งหลาย ก็คือ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด กินอาหารแปรรูปแต่น้อยเพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมี กินผักผลไม้โดยเฉพาะหัวหอมและต้นหอม กินอาหารครบหมู่ทำใจให้สบายและหลีกหนีความเครียด ซึ่งประการหลังนี้ผู้ที่จะเป็นพ่อมีบทบาทที่สำคัญมากๆ ครับ (บริการข้อมูลสุขภาพ ดูที่ resourcecenter.thaihealth.or.th ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))





