วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรม ‘จำใบหู’ ยืนยันตัวตนเด็กทารก นำร่องใช้พื้นที่ชายแดน

สวรส. หนุนนวัตกรรม ‘จดจำใบหู’ ยืนยันตัวตนเด็กแรกเกิด-5ปี นำร่องใช้พื้นที่ชายแดน รพ.แม่สอด แก้ปัญหาไร้เอกสาร เชื่อมข้อมูลสุขภาพ-วัคซีนแม่นยำ พร้อมขยายผลสู่นโยบาย

การระบุตัวตนประชากรข้ามชาติคือหัวใจสำคัญในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมักประสบปัญหาขาดแคลนเอกสาร ทำให้การติดตามประวัติสุขภาพ การรับวัคซีน และการรักษาพยาบาลขาดความต่อเนื่อง จนนำไปสู่ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคที่ป้องกันได้ เช่น หัด และโปลิโอ

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) ส่วนใหญ่ เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป ขณะที่เด็กเล็กมีข้อจำกัดด้านการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและพฤติกรรม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ทีมวิจัยชายแดนแม่สอด ในการพัฒนานวัตกรรม “ชีวมิติใบหู” (Ear Biometrics) สำหรับยืนยันตัวตนเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี

สวรส.ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับทีมวิจัยชายแดนแม่สอด พัฒนารูปแบบการระบุตัวตนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ สำหรับการจัดบริการอนามัยแม่และเด็กในประชากรต่างด้าวพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหู หรือ Ear Recognition

ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอผลการวิจัยดังกล่าว และรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำผลจากงานวิจัยไปใช้จริงในระบบบริการสุขภาพ  โดยสวรส. มุ่งเน้นให้งานวิจัยไม่หยุดแค่เพียงเป็นต้นแบบ แต่ต้องพัฒนาให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพภายใต้การมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ก่อนที่จะนำร่องใช้จริง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป
นวัตกรรม ‘จำใบหู’ ยืนยันตัวตนเด็กทารก นำร่องใช้พื้นที่ชายแดน

 งานวิจัยได้พัฒนาเครื่องมือต้นแบบโดยประยุกต์ใช้ ชีวมิติใบหู (Ear Biometrics) และมีการทดสอบประสิทธิผลในเด็กแรกเกิด - 5 ปี จำนวน 960 คน พบว่า เครื่องมือต้นแบบดังกล่าว

  • มีความไวในการยืนยันเด็กคนเดิม 92.40%
  • ความจำเพาะในการจำแนกเด็กต่างบุคคล 93.54%

สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการยืนยันตัวตนทางสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาพยาบาลของประชากรเด็กข้ามชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการยืนยันตัวตนของเด็กในระบบบริการสุขภาพชายแดน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้เสนอให้ใช้ชีวมิติใบหูเป็นข้อมูลยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบร่วมกับข้อมูลเด็ก ข้อมูลผู้ปกครอง และประวัติการรับบริการ ซึ่งเป็นระบบการใช้ข้อมูลหลายองค์ประกอบ เพื่อช่วยให้หน่วยบริการสาธารณสุขสามารถเชื่อมโยงข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาพยาบาลของเด็กแต่ละรายได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำมากขึ้น รวมทั้ง จะช่วยให้เด็กแต่ละคนสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลสุขภาพของตนเอง และได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรสูงและมีข้อจำกัดด้านเอกสารยืนยันตัวตน

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำว่า สวรส. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่เกิดจากปัญหาของระบบบริการสุขภาพ และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างของการนำปัญหาการระบุตัวตนและความต่อเนื่องของข้อมูลสุขภาพเด็กในพื้นที่ชายแดน มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือจะไม่หยุดอยู่ที่การได้แค่เพียงต้นแบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องสร้างหลักฐานให้ชัดว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสม ปลอดภัย และสามารถใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ ก่อนนำร่อง ประเมินผล และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อขยายผลในระดับนโยบายต่อไป

“ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาวิจัยให้ความเห็นว่า ก่อนนำเทคโนโลยีไปใช้จริง จำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์ให้มีความคล่องตัว สามารถรองรับการทำงานแบบออฟไลน์ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลสุขภาพ โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิเด็ก ตลอดจนบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นสำคัญ”นพ.ศุภกิจกล่าว   

ด้านข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยจึงเสนอให้พัฒนาระบบยืนยันตัวตนทางสุขภาพที่ใช้ข้อมูลหลายองค์ประกอบ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ พร้อมกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิเด็ก และเสนอให้ดำเนินการนำร่องพร้อมประเมินผล เพื่อสร้างหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ก่อนพิจารณาขยายผลในระยะต่อไป