ในอดีต การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนมุ่งทำให้สินค้า บริการ ทุน และแรงงานเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศสมาชิกได้สะดวกขึ้น แต่โลกการค้าในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป
ตลาดจำนวนมากเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล การชำระเงิน การยืนยันตัวตน การส่งข้อมูล และการให้บริการสามารถเกิดขึ้นข้ามพรมแดนได้ในเวลาอันสั้น การเชื่อมโยงตลาดดิจิทัลในภูมิภาคจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของอาเซียน
และนี่คือเหตุผลที่ ASEAN Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA จึงเป็นข้อตกลงที่มีนัยสำคัญ เพราะหากการรวมตลาดสินค้าในอดีตคือ ความพยายามทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวมากขึ้น
DEFA ก็คือ ความพยายามสร้างกติกากลางเพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศสมาชิกเชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน จนอาเซียนอาจไม่ได้เป็นตลาดดิจิทัลที่แยกกันเป็นรายประเทศ แต่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจดิจิทัลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกัน
อาเซียนเริ่มเจรจา DEFA ในปี 2566 และประกาศข้อสรุปอันเป็นสาระสำคัญ (Substantial Conclusion) ในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนที่การเจรจาประเด็นที่เหลือจะได้ข้อยุติในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยอาเซียนตั้งเป้าหมายให้มีการลงนามในปี 2569 ความสำคัญของ DEFA อยู่ที่การวางกรอบกติกาครอบคลุมกิจกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลหลายด้าน
ตั้งแต่การค้าดิจิทัล (Digital Trade) การค้าอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross-Border E-commerce) การชำระเงินและใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Payments and E-invoicing) อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital ID) การไหลของข้อมูลข้ามพรมแดนและการคุ้มครองข้อมูล (Cross-Border Data Flows and Data Protection)
ความปลอดภัยออนไลน์และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Online Safety and Cybersecurity) เทคโนโลยีเกิดใหม่ การเคลื่อนย้ายบุคลากรดิจิทัล รวมถึงนโยบายการแข่งขันทางการค้า (Competition Policy)
ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบทางเทคนิค แต่คือ ความพยายามลดอุปสรรคและต้นทุนของการทำธุรกิจข้ามพรมแดน เพื่อให้ระบบและกติกาของประเทศสมาชิกสามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น
ลองจินตนาการถึงผู้ประกอบธุรกิจไทยที่ต้องการขายสินค้าและบริการไปยังประเทศอื่นในอาเซียน ปัจจุบันต้องเผชิญกับระบบเอกสาร วิธีชำระเงิน มาตรฐานข้อมูล และกฎระเบียบที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนทางธุรกิจ
แต่เมื่อ DEFA ได้รับการลงนามและนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล จะช่วยให้ระบบและกติกาต่าง ๆ เชื่อมต่อกัน ลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาด และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ใหญ่ขึ้นย่อมนำมาทั้ง “โอกาส” และ “การแข่งขันทางการค้า” ผู้ประกอบธุรกิจไทยจะเข้าถึงผู้บริโภคในภูมิภาคได้มากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดไทยก็จะเปิดรับผู้ประกอบธุรกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกมากขึ้นเช่นกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ผู้ประกอบธุรกิจไทยจะขายได้มากขึ้นเพียงใด แต่เมื่อสนามแข่งขันทางการค้าขยายจากระดับประเทศสู่ระดับภูมิภาค จะทำอย่างไรให้โอกาสจากตลาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ถูกจำกัดอยู่กับผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย
ตลาดดิจิทัลมีคุณลักษณะบางอย่างแตกต่างจากตลาดทั่วไป ธุรกิจแพลตฟอร์มจำนวนมากมีผลกระทบเครือข่าย (Network Effects) กล่าวคือ ยิ่งมีผู้ใช้งานมาก แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีคุณค่า และเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากก็สามารถสะสมข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาบริการ อัลกอริทึม (Algorithm) และนวัตกรรมใหม่ได้มากขึ้น
วงจรดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจบางรายเติบโตอย่างรวดเร็ว และในบางกรณีอาจนำไปสู่การกระจุกตัวของตลาดได้ง่ายกว่าตลาดแบบดั้งเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลที่การรวมตลาดดิจิทัลกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่อาจพิจารณาแยกออกจากกันได้
การที่นโยบายการแข่งขันทางการค้าได้รับการบรรจุอยู่ในกรอบ DEFA จึงมีความหมาย เพราะสะท้อนว่า การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันไม่อาจพิจารณาเฉพาะเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าเท่านั้น
แต่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างและกติกาการแข่งขันในตลาดควบคู่กันไปด้วย ยิ่งเมื่อกิจกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น ขอบเขตของตลาดในธุรกิจบางประเภทก็อาจไม่หยุดอยู่เพียงพรมแดนของประเทศเช่นในอดีต
ในมุมนี้ DEFA จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของหน่วยงานที่ดูแลการค้าระหว่างประเทศหรือหน่วยงานด้านดิจิทัล หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับหน่วยงานกำกับการแข่งขันทางการค้า การคุ้มครองผู้บริโภค การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระบบการชำระเงิน และหน่วยงานกำกับในหลายภาคส่วน เพราะในเศรษฐกิจดิจิทัล นโยบายเหล่านี้กำลังเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับหน่วยงานกำกับการแข่งขันทางการค้าของไทย การเตรียมรับ DEFA จึงไม่ควรหยุดเพียงการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณี แต่ต้องเตรียมความพร้อมของผู้กำกับดูแล ทั้งด้านข้อมูล องค์ความรู้ และความเข้าใจรูปแบบธุรกิจดิจิทัล เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง เป็นกลาง และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
การเข้ามาของผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง สิ่งที่ต้องกำกับคือ พฤติกรรมหรือโครงสร้างตลาดที่บิดเบือนหรือจำกัดการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าจะเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจไทยหรือต่างชาติ
ขณะที่การส่งเสริม SMEs ไทยให้แข่งขันในต่างประเทศเป็นโจทย์ด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ซึ่งแตกต่างจากภารกิจของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า (Competition) ที่มุ่งรักษากระบวนการแข่งขันทางการค้าให้เปิดกว้างและเป็นธรรม การแยกสองบทบาทนี้ให้ชัดเจน สำคัญไม่แพ้การมีกฎหมายที่ทันสมัย
กล่าวได้ว่า การรวมตลาดดิจิทัลให้เป็นหนึ่งย่อมทำให้สนามแข่งขันทางการค้าใหญ่ขึ้น แต่สนามที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้รับประกันว่าการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ
ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงไม่ควรมุ่งเพียงทำให้ตลาดดิจิทัลภายในภูมิภาคเชื่อมถึงกัน หากต้องทำให้ตลาดนั้นยังคงเปิดกว้าง มีนวัตกรรม และแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม
เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของ DEFA ไม่ได้อยู่ที่ตลาดดิจิทัลอาเซียนจะใหญ่ขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่ตลาดนั้นเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม และส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้บริโภคได้จริงเพียงใด





