“ศุภจี”ร่วมประชุม WEF ณ เมืองดาวอส ขึ้นเวทีหารือ “Recoding Trade” ชูบทบาทไทยขับเคลื่อนการค้าโลกสู่ยุคดิจิทัลและยั่งยืน ย้ำ DEFA จะเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–23 ม.ค.2569 เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส โดยวันที่ 20 ม.ค.2569 ได้เข้าร่วมการหารือในฐานะผู้อภิปราย (Speaker) ของการหารือในหัวข้อ “Recoding Trade” ณ Kurpark Village
ทั้งนี้ เป็นการหารือ Closed Session หรือการประชุมปิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและขององค์การระหว่างประเทศ สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา (open dialogue) เกี่ยวกับการปรับปรุงกติกาและโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมท่านอื่น เช่น รัฐมนตรีการค้าแคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ซิมบับเว รวมถึงผู้บริหารจากองค์การศุลกากรโลก และ OECD เป็นต้น
รวมทั้งในการหารือดังกล่าวตนได้รับโจทย์ ให้นำเสนอ “บทบาทของอาเซียนในการพัฒนาระบบการค้าและข้อมูลทางการค้าที่ทำงานร่วมกันได้ (interoperable trade and data framework) อย่างมีความสมดุล เปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน” สืบเนื่องจากการที่ไทยเป็นประธานคณะเจรจาจัดทำกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA)
ทั้งนี้จะเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกในโลก และสะท้อนบทบาทของอาเซียนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่กำลังปรับโฉมการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ
นางศุภจี กล่าวว่า ได้นำเสนอว่า DEFA จะเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างความครอบคลุมและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล (digital governance) ซึ่งการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล (digitalization) ในหลายด้านจะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainability) โดยอาเซียนพร้อมที่จะขยายความเชื่อมโยงของ DEFA กับประเทศและภูมิภาคอื่นในอนาคตต่อไป
โดยการทำหน้าที่ของไทยในการเป็นประธานการเจรจา DEFA ตั้งแต่ปี 2023 ทำให้ไทยมองเห็นศักยภาพของอาเซียนซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในการสร้างกรอบการค้าและระบบข้อมูลสมัยใหม่ในโลกยุคดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาค โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
การเชื่อมโยงระบบดิจิทัลที่สามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับที่สมดุล ตลอดจนการออกแบบกติกาที่เอื้อต่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs
นอกจากนี้ กรอบดิจิทัลของอาเซียนจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ผ่านการพัฒนามาตรฐานดิจิทัลร่วมกัน (common standards) การส่งเสริมนวัตกรรม การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุน SMEs ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค การลดต้นทุนทางการค้า และการเสริมสร้างศักยภาพทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว
โดยย้ำว่า การ “รีโค้ด” ระบบการค้าโลกไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้าง ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน ซึ่งไทยพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนระบบการค้าโลกให้เอื้อต่อการพัฒนา นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันในระยะยาว
นางศุภจี กล่าวว่า ตนยังมีกำหนดการจะพบปะกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ อีกหลายเรื่องตลอดการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสในครั้งนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นการสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเป็นการทำงานร่วมกับ Team Thailand ที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ร่วมด้วยกัน
สำหรับการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “A Spirit of Dialogue” ซึ่งมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแสวงหาทางออกต่อความท้าทายของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก
โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,800 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าโลก





