การนำ AI เข้าไปในระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่รัดกุม
โอเพนเอไอ (OpenAI) ประกาศใช้งบประมาณสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงโมเดลด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ให้กับหน่วยงานและองค์กรที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญผ่านโครงการ Daybreak for Frontline Defenders
โดยมีเป้าหมายช่วยให้องค์กรเหล่านี้นำ AI เข้าไปทำงานร่วมกับเครื่องมือ ระบบ และกระบวนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีอยู่เดิม โครงการจะเริ่มต้นในสหรัฐฯ ก่อนขยายไปยังประเทศพันธมิตรในอนาคต
กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ครอบคลุมตั้งแต่หน่วยงานด้านน้ำและไฟฟ้า รัฐบาลท้องถิ่น องค์กรไม่แสวงหากำไร ไปจนถึงภาคธนาคาร ซึ่งหลายแห่งต้องรับมือกับระบบที่มีความซับซ้อนและบางส่วนยังเป็นระบบเก่าที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เมื่อเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่
โอเพนเอไอ ร่วมมือกับ Multi-State Information Sharing and Analysis Center (MS-ISAC) โดยนำ Daybreak มาใช้ควบคู่กับการฝึกอบรมและการปฏิบัติงานจริงให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ดูแลระบบภาครัฐและระบบประปาในสหรัฐฯ
แนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการมอบ AI Model ให้กับองค์กรแล้วปล่อยให้แต่ละหน่วยงานนำไปใช้งานเอง แต่เน้นการสร้างกระบวนการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ซ้ำได้ ก่อนขยายโครงการไปยังองค์กรอื่นๆสำหรับบทบาทหลักๆ คือการแชร์ Threat Intelligence สนับสนุน Incident Response และให้ข้อมูลด้านความปลอดภัยแบบ Real-Time แก่องค์กรภาครัฐจำนวนมาก
โดยสามารถช่วยทีม Security ตรวจสอบ Legacy Code วิเคราะห์กิจกรรมที่น่าสงสัย ค้นหาและตรวจสอบช่องโหว่จำนวนมากพร้อมกัน จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง ตลอดจนพัฒนาและทดสอบแนวทางแก้ไขช่องโหว่ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
เพราะการหยุดชะงักของระบบประปา ไฟฟ้า บริการภาครัฐ หรือระบบการเงิน ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อองค์กรเจ้าของระบบเท่านั้น แต่สามารถกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้ AI จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือที่ผู้โจมตีสามารถใช้เพื่อค้นหาช่องโหว่หรือสร้างการโจมตีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ฝ่ายป้องกันก็ควรสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถเดียวกันเพื่อค้นหา วิเคราะห์ ตรวจสอบ และแก้ไขช่องโหว่ก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะนำไปใช้จริง
นอกจากการสนับสนุนองค์กรภายนอกแล้วโอเพนเอไอ ยังเปิดเผยแนวคิดเกี่ยวกับ Defense Factory ซึ่งเป็นแนวทางอัตโนมัติที่มุ่งใช้ AI เพื่อค้นหา ตรวจสอบความถูกต้อง และแก้ไขช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของการป้องกันทางไซเบอร์จากรูปแบบที่ทีมรักษาความปลอดภัยต้องรอให้เกิดช่องโหว่หรือเหตุการณ์คุกคามก่อนจึงเริ่มดำเนินการ ไปสู่แนวคิดที่ AI สามารถช่วยค้นหาจุดอ่อนและตรวจสอบแนวทางแก้ไขได้อย่างต่อเนื่อง หากพัฒนาอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจช่วยลดช่องว่างระหว่างความเร็วของการค้นพบช่องโหว่กับความเร็วในการแก้ไข โดยเฉพาะองค์กรที่มีบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้จำกัด
อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้าไปในระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่รัดกุม ทั้งเรื่องสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI การกำหนดขอบเขตการดำเนินการของ AI Agent และ Human Oversight เนื่องจากความผิดพลาดของ AI ในระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอาจมีผลกระทบรุนแรงกว่าการใช้งาน AI ในระบบทั่วไป
การลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ของโอเพนเอไอสะท้อนให้เห็นการแข่งขันในอีกมิติหนึ่งของ AI Security นั่นคือการทำให้ AI เป็นเครื่องมือของผู้ป้องกัน ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ผู้โจมตีนำไปใช้สร้างภัยคุกคาม
โครงการ Daybreak มีเป้าหมายสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณและบุคลากรพร้อม กับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่อาจมีทรัพยากรจำกัด แต่ต้องรับผิดชอบต่อระบบที่มีความสำคัญต่อประชาชนจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในงานไซเบอร์ซีเคียวริตี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการบริหารจัดการ การควบคุมสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบ การกำกับดูแลโดยผู้รับผิดชอบ และการตรวจสอบผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง เพราะ AI ที่มีความสามารถสูงสามารถช่วยทีม Security ค้นพบและแก้ไขภัยคุกคามได้เร็วขึ้น แต่หากถูกนำไปใช้อย่างไร้ขอบเขต ก็อาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของยุค AI จึงไม่ใช่เพียงการสร้าง AI ที่ "เก่งขึ้น" แต่คือการทำให้ความสามารถดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายป้องกันอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบครับ





