เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า “ฟื้นตัวแบบเปราะบาง” รวมถึงการฟื้นตัวในลักษณะรูปตัว K
ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับประมาณ GDP เป็น 2.3% ปัจจัยหลักจาก K ขาบนตามแรงหนุนการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่ K ขาล่างกลุ่มครัวเรือนมีกำลังซื้อต่ำ โดยได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานอ่อนแรงลง ในขณะที่การส่งออกขยายตัวสูงมาจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ตามเทรนด์ AI และ Data center
เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงระยะถัดไปจากผลกระทบต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้าเริ่มส่งผ่านยังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อและกำลังซื้อตามการประเมินของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) โดยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีซัปพลายค่อนข้างยาวสะท้อนความเปราะบางอย่างชัดเจนมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยตลาดที่อยู่อาศัยกำลังชะลอตัวต่อเนื่อง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความต้องการซื้อบ้านหายไปแต่ผู้ซื้อจำนวนมาก “กู้ไม่ผ่าน” เพราะสถาบันการเงินคุมเข้มสินเชื่อ ซึ่งพบการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบทั่วประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั่วประเทศในปี 2568 กลับมาลดลงอีกครั้ง และคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ลดลงต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2568
ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ยังไม่ฟื้นตัวนัก โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินการผลิตปี 2569 ที่ 1.50 ล้านคัน เทียบปี 2559 หรือเมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมามียอดผลิต 1.94 ล้านคัน ซึ่งปัจจัยที่กระทบการผลิตรถยนต์เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 จากวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งต่อเศรษฐกิจและซัปพลายเชน รวมถึงปัญหาสินเชื่อสถาบันการเงินชะลอปล่อยสินเชื่อให้การเช่าซื้อรถที่เริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปี 2566 เมื่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ที่มีผลต่อการผลิตและการจ้างงานเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการผลิตรถยนต์ที่ลดลงเริ่มเห็นชั่วโมงการทำงานลดลงตามไปด้วย แน่นอนว่ามีผลต่อรายได้ของพนักงาน ดังนั้นทางออกเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ที่การอัดฉีดมาตรการระยะสั้นอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน พร้อมการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รวมถึงการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นระยะยาว


