ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ รับที่จะพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่าน
ด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลได้เดินหน้าการกู้เงินและแผนการใช้เงินกู้หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 เห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแรกที่ใช้แหล่งงบประมาณจากการกู้เงิน
โครงการไทยช่วยไทยพลัสล่าสุดแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบางมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 52,000 ล้านบาท ครอบคลุม 13.2 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน (เพิ่มให้อีก 700 บาท) รวม 4 เดือน และอีกส่วนเป็นโครงการร่วมจ่าย 60/40 120,000 ล้านบาท ครอบคลุม 30 ล้านคน โดยประชาชนจ่าย 40% และรัฐสมทบ 60% วงเงิน 1,000 บาท/เดือน (รวม 4 เดือน) ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.2569
สำหรับหัวใจของโครงการนี้เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านการร่วมจ่าย โดยรัฐบาลคาดหวังที่จะต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยถือเป็นหัวใจสำคัญให้คนมีกำลังซื้อมาช่วยเติมสภาพคล่องและต่อสายป่านให้ธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้กำลังซื้อประชาชนหดตัวมากเกินไป ซึ่งจะตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจปิดกิจการและเลิกจ้างงาน ซึ่งที่ผ่านมาสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้แสดงความกังวลถึงกิจการรายย่อยที่อาจจะไม่ปิดโรงงาน แต่อาจหยุดดำเนินการชั่วคราวที่จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานแน่นอน
ที่ผ่านมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอก 3 หลังวิกฤติพลังงาน คือ วิกฤติของแพงที่มีสาเหตุสำคัญจากเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 สูงถึง 2.9% มีโอกาสสูงมากที่จะเพิ่มขึ้นและอาจสูงแตะระดับ 5% และหากหยุดวิกฤติของแพงไม่ได้จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าประชาชนลดลง และกระทบหนักต่อผู้คนมีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมมารับแรงกระแทก
รัฐบาลมีเจตนาที่ดีในการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และมาตรการระยะสั้นมีความจำเป็นในภาวะวิกฤติเช่นนี้ แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมนโยบายคู่ขนานที่จะยกระดับรายได้ของคนไทย โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน การปฏิรูปโครงสร้างภาษี การลงทุนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยติดกับดักเศรษฐกิจที่เจอปัญหาขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่จะทำให้การพัฒนาถดถอยลง

