ผ่านไปแล้วกว่า 1 สัปดาห์หลังจากรัสเซียใช้กำลังทางทหารบุกเข้าไปยังยูเครน และยังคงไม่น่าจะมีทางออกในเร็ววัน ซึ่งผลลัพท์ยังคงสามารถออกได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น การเจรจาหยุดยิงสำเร็จ หรือ การสู้รบต่อเนื่องในหลายพื้นที่ในระยะยาว
รวมถึงจะมีความช่วยเหลือจากนานาชาติเพิ่มเติมหรือไม่และถ้ามีจะเกิดขึ้นในลักษณะใด ซึ่งทุกๆ ผลลัพธ์ก็จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินในลักษณะที่แตกต่างกันโดยในปัจจุบันแม้นักวิเคราะห์จะมีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่แตกต่างกัน แต่ตลาดการเงินซึ่งตอบรับต่อข่าวสารและการประเมินของสถาบันการเงิน นักลงทุน นักวิเคราะห์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเสมอจะเป็นตัวสะท้อนที่ดีว่า จนถึงปัจจุบัน ภาพรวมของผลกระทบจะมีมากหรือน้อยแค่ไหน และมุมมองต่อประเด็นนี้มีลักษณะใด
ในภาพรวมของผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ
หากเริ่มนับจากวันที่ 24 ก.พ. จนถึง 6 มี.ค. ผลกระทบเริ่มส่งผ่านมายังตลาดการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ นำมาโดยน้ำมันและแร่โลหะต่างๆ ที่โดยเฉลี่ยปรับตัวขึ้น 10-20% แล้วแต่ประเภท อันเป็นผลกระทบจากมาตรการ Sanction ต่างๆ และความกังวลเกี่ยวกับ Supply Chain ในขณะที่เงินยูโรปรับอ่อนค่าลงมากกว่าสกุลเงินอื่นๆ จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ในส่วนของการลงทุนทางเลือกที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากประเด็นเรื่องของสงครามทั้งทองคำ และ Cryptocurrency ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉพาะทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น 3.5% ในขณะที่ Bitcoin แม้จะผันผวนมาก แต่จนถึงปัจจุบันก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% (แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันสั้น) ในขณะที่กลุ่มตราสารหนี้ฝั่งเอเชียในกลุ่ม High Yield ให้ผลตอบแทนติดลบค่อนข้างมากกว่าตราสารหนี้อื่นๆ ส่วนตราสารทุนโดยรวมยังอยู่ในกรอบแคบทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ทั้งนี้การพิจารณาในส่วนนี้เป็นเพียงการพิจารณาในภาพใหญ่ แต่ก็เพียงพอให้เราตระหนักถึงความเสี่ยงที่รออยู่ได้เป็นอย่างดี
แนวโน้วเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ประเด็นเรื่องของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งหลัง โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศในยุโรป จากการ Sanction และการตัดขาดรัสเซียออกจากระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยด้านพลังงาน และทำให้ปัญหา Supply Chain ซึ่งในท้ายที่สุดอาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก โดยในปัจจุบันนักวิเคราะห์ยังไม่ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศหลักลงอย่างมีนัยสำคัญ
โดยกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบทางตรงอย่างยุโรปมีการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2022 ลงเพียง 0.1% จากเดิมที่เคยมองไว้ว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 4.0% เหลือเพียง 3.9% ซึ่งนับได้ว่าไม่มากนัก ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% และทั้งโลก 5.4% เท่าเดิม ในขณะที่มองว่ายุโรปน่าจะเผชิญกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่มากขึ้นหลังมองว่าเงินเฟ้อปีนี้น่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% เมื่อเทียบกับที่เคยมองไว้ที่เพียง 3.8% ในช่วงก่อนหน้า ราคาพลังงานก็ส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ เช่นกัน โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่ 5.1% (ข้อมูลจาก Bloomberg)
นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป
สงครามเพิ่มความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจทั้งจากประเด็นเรื่องของความกังวลเกี่ยวกับการสู้รบที่อาจขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคอาจลดการใช้จ่ายลง หรือเรื่องของอำนาจการซื้อที่ลดลงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% มากถึง 6 ครั้งในช่วงกลางเดือน ก.พ. ตอนนี้ลดลงเหลือเพียง 5 ครั้งสำหรับปี 2022 และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จากเดิม 1-2 ครั้งในช่วงสิ้นปี ในปัจจุบันคาดว่าอาจจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้วในปีนี้ แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่น่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นกว่าที่คาดจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งให้นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีความไม่แน่นอนมากขึ้น และอาจทำให้ตลาดการเงินผันผวนตามไปได้ในอนาคต
โดยสรุป จากข้อมูลเบื้องต้น จนถึงปัจจุบัน เราเริ่มเห็นผลกระทบที่ส่งผ่านมายังตลาดการเงินมากขึ้น และน่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงไม่มีทางออก ณ ปัจจุบัน และผลลัพท์ของการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจโต้ตอบกันไปมา ไม่ว่าจะเป็นการแบนรัสเซียออกจากระบบ SWIFT การถอนตัวหรือประกาศปิดธุรกิจในรัสเซียของบริษัทชั้นนำต่างๆ
รวมถึงการยกเลิกการทำธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยังไม่เห็นชัดเจน แม้จะประเมินว่าน่าจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก ซึ่งในท้ายที่สุดตลาดการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบ และเมื่อรวมกับแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะกลายเป็นสองปัจจัยหลักที่อาจกำหนดทิศทางของตลาดการเงินและการลงทุนในไตรมาสสอง และอาจต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลังได้ ทำให้ภาพรวมของการจัดสรรเงินลงทุนและกระจายความเสี่ยงในปีนี้ยังคงก็ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยน้อยลง ความไม่แน่นอนมากขึ้น นอกจากนี้ยังหวังว่าสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนจะคลี่คลายและหาข้อสรุปได้โดยเร็ว และมีการสูญเสียในด้านต่างๆ น้อยที่สุดครับ
หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด






