วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้นทุนสงครามเพิ่มขึ้นกว่าทุกครั้ง ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

เดือนนี้เป็นเดือนที่มีเหตการณ์ ที่กล่าวได้ว่าสำคัญที่สุดต่อทั้งโลก และแต่ละปัจจัยก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนทิศทางของโลกทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยผมจะเน้นไปที่ประเด็นทางเศรษฐกิจและการลงทุน แต่จะเป็นแค่ไฮไลท์ เพราะค่อนข้างเยอะ แต่ผมทิ้งคำหลักๆไว้ให้ไปหาต่อในอินเอร์เนตได้นะครับ สำหรับความคิดเห็นทั้งหมดในบทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้ต้องการพาดพิงหรือ เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นะครับ

ขอเล่าภาพเดือน กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องสำคัญที่เป็นแกนกลางของบทความฉบับนี้  ภาพการลงทุนยังคงผันผวนต่อเนื่องจากเดือน มกราคม หุ้นกลุ่ม Technology ในตลาดโลกยังเคลื่อนที่และแกว่งตัวลง ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรป ก็ได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการปรับตัวสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างต่ำเนื่องจาก กระแส Fund Flow ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ ว่า ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ดูเสมือนจะเป็นหลุมหลบภัยที่ดี (Save Heaven)  โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญ 2 ปัจจัย คือ  ตลาดการเงินของประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของ Bond yield สหรัฐฯในระดับต่ำ เนื่องจากธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ของประเทศไทยถูกจัดเป็น กลุ่ม Value และ Old economy และ

ประเด็นที่สองคือ นโยบายการเงินของประเทศไทยยังคงเป็นแบบผ่อนคลาย จากการที่เศรษฐกิจเพิ่งเปิดประเทศและเริ่มฟื้นตัวประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำด้วยเช่นกัน ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนหลีกไม่พ้นครับ เรื่อง Geopolitical risk ก็ประทุขึ้น ในกรณีของ รัสเซีย และยูเครน ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ปรับตัวลง และสินทรัพย์ ปลอดภัยเช่นทองคำ และ พัธบัตรรัฐบาล ปรับตัวสูงขึ้น

ในขณะที่สินค้าความมั่นคง อันได้แก่ น้ำมันดิบ ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ต้องบอกว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบเหมือนกันแต่น้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศแถบตะวันตก เพราะเนื่องจากประเทศเรามีความเชื่อมโยงทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย และยูเครน ในระดับต่ำ

ตอนนี้เราก็มาพูดที่ประเด็นหลัก ที่ผมเกริ่นมาตอนต้น ขอเริ่มที่ Global Geopolitical Tension คือ ยูเครน กับ รัสเซีย ผมจะไม่พูดเรื่องประเด็นของปัญหา และเรื่องการเมือง เพราะปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่ขอพูดในเชิงผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ขอเริ่มสมมุติฐานก่อนคือทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานที่เศรษฐกิจทั่วโลกต่างบอบช้ำจาก Covid-19 ยิ่งทำให้ต้นทุนการทำสงครามสูงมาก

ทำให้การรุกรานยูเครนที่เกิดขึ้นไม่น่าจะยืดเยื้อและควรจะจำกัดเขตในการรบเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองยุทธภัณฑ์ เอาละเรามาเริ่มลองวิเครราะห์กันเลย การเข้าสู่ภาวะสงครามระหว่าง 2 ประเทศ จะส่งผลต่อภาวะการท่องเที่ยวทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกแต่เนื่องจาก Covid-19 จึงทำให้ประเด็นนี้ดูเบาลง ระดับราคาน้ำมันและแก๊ซ ที่พุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนทางการผลิตเพิ่มสูงขึ้นสาเหตุไม่ใช่แค่ตกใจ แต่มาจาการเดินทางผ่าน Black Sea ที่เป็นทางเข้าออกของเรือบรรทุกน้ำมันจากรัสเซีย ดูจะเป็นเรื่องที่น่ากังวล ดังนั้นระดับราคาน้ำมันก็น่าจะยืนสูงไปยาว 1-3 เดือน

สำหรับการที่ สหรัฐฯ และ ยุโรปมีมาตรการคว่ำบาตร (Sanction) รัสเซีย โดยเฉพาะธุรกรรมทางการโอนเงิน หรือเคลื่อนย้ายเงิน ซึ่งถือว่าเป็นยาแรง แต่รัสเซียก็น่าจะชินกับเรื่อง Sanction เนื่องจากโดนมาโดยตลอด แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่าประมาณการจะทำให้ทั้งรัสเซีย และยูเครน ต้องหาพันธมิตรมาเพิ่ม อันนี้ไม่ดีแล้วเพราะจะทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง การระดมทรัพยากรจะทำให้สินค้าราคาแพง และเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะไปผลักดันให้ดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มสูงขึ้นกันทั้งโลก อันนี้ไม่รวม Covid-19 ซึ่งก็ยังไม่นิ่ง มองแค่นี้ก่อนนะครับ มากกว่านี้คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปก่อน ความขัดแย้งดังกล่าวจะลุกลามหรือยืดเยื้อได้นานแค่ไหน

ผลจากการเจรจาจะคว้าน้ำเหลวหรือไม่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากนั้นเราจะวิเคราะห์เศรษฐกิจผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น อีกประเด็นที่ดูเหมือนจะร้อนแรงเช่นกันเพราะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนโดยตรง คือ เรื่อง การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดูแล้วคงจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อขึ้นแรงมากแรงจน FED Member ค่อนข้างมั่นใจว่า FED fund rate Behind the Curve (คือ ขึ้นดอกเบี้ยไม่ทันเงินเฟ้อ) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ไม่มีอะไรเกินคาด แต่จากนี้ไปทุกการประชุมก็น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปตลอดทั้งปีนี้ และอาจจะทำให้ประเทศที่มีนโยบายทางการเงินไม่สอดคล้องกับสหรัฐอเมริกาก็อาจจะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นตามเพื่อรักษาสเถียรภาพทางการเงิน

 ดังนั้น การปรับพอร์ตการลงทุนสำหรับเดือนนี้ผมขอวางสมมุติฐานว่า ยูเครน กับรัสเซีย ไม่ยืดเยื้อ หรือถ้าจะยืดออกไปบ้างก็ต้องไม่มีพันธมิตรมาเพิ่มเติม รวมทั้งภาวะการต่อสู้ยังคงจำกัดเขตอยู่  และ FED fund rate ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.25%  ตามนี้  พอร์ตการลงทุนรอบนี้จะยังคงมีหุ้นประมาณ 55% โดยเป็นประเทศไทย ประมาณ 20%  US 10%  ที่เหลือ เป็น CHINA JAPAN EU อย่างละเท่าๆกัน  ตราสารหนี้ 35% เป็น Investment Grade 30% และ High Yield 5% อีก 10% เป็น REIT 6% ทองคำ 2% และน้ำมัน 2% ครับ แต่ถ้าปัจจัยแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ลักษณะพอร์ตการลงทุนแบบนี้ เราต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้งแน่นอนครับ