วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

10 ธีมที่กระทบการลงทุนในปี 2022 - ตอนสุดท้าย

มาถึงตอนสุดท้ายสำหรับ 10 ธีมที่จะมีผลต่อแนวโน้มการลงทุนในปีหน้ากันแล้วนะครับ โดยในสองตอนแรกเราพูดถึงภาพใหญ่ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในบางส่วนกันไปบ้างแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับปีนี้ เงินเฟ้อ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นต้น ในวันนี้จะเป็นอีก 3 ธีมที่เหลือที่เราจำเป็นจะต้องติดตามและปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกันไปครับ

ธีมแปด ความสำคัญของหุ้นมูลค่า หุ้นคุณภาพ รวมถึงกลุ่มที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอน่าจะมากขึ้น

หากเรามองการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดี ส่วนใหญ่มักจะถูกกำหนดด้วย 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้ การเติบโตของรายได้และกำไร ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มากขึ้น สะท้อนผ่านเพิ่มระดับมูลค่าของการซื้อขายเมื่อเทียบกับพื้นฐาน เช่น ระดับ P/E ที่สูงขึ้น และเรื่องของรายได้ต่างๆ โดยเฉพาะเงินปันผล  ซึ่งสองปัจจัยแรกน่าจะเป็นปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากต่อทิศทางของตลาดกระทิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีล่าสุด แต่ในปีหน้าด้วยระดับการซื้อขายเมื่อเทียบกับพื้นฐาน เช่น P/E ไม่ว่าเราจะใช้กำไร หรือ “E” ในลักษณะมองไปข้างหน้า (Forward P/E) มองย้อนหลัง (Trailing P/E) หรือแม้แต่มองข้ามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical P/E) ระดับการซื้อขายเองก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกได้ว่าค่อนข้างแพง ซึ่งจริงๆ ก็แพงมาตลอดในช่วงหลัง แต่ถูกกลบด้วยการเติบโตของกำไรที่ยังคงดี แต่หากกำไรเริ่มเติบโตในอัตราที่ช้าลง หรือน้อยกว่าที่คาด ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานในปีหน้ามีความเป็นไปได้มากขึ้น ตลาดหุ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเติบโตอาจจะมีการปรับฐานได้ ทำให้เราอาจจะต้องกลับมาให้ความสำคัญกับกลุ่มหุ้นที่ยังคงถูกอยู่ในเชิงเปรียบเทียบโดยเฉพาะในกลุ่มมูลค่า (Value) กลุ่มคุณภาพ (Quality) และกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ที่จะใช้เป็น Buffer ได้ดีในกรณีที่ตลาดการเงินผันผวนรุนแรงกว่าที่คาด

ธีมเก้า การลงทุนทางเลือก รวมถึงทางเลือกในการลงทุนใหม่ๆ จะสำคัญมากขึ้น

ในปีหน้า ประเด็นเรื่องของระดับการซื้อขายของหุ้นโดยรวมที่สูง (High Valuation) และแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น น่าจะสร้างแรงกดดันให้กับสินทรัพย์ทางการเงินดั้งเดิมเหล่านี้ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าลงและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงเงินเฟ้อที่น่าจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ภาพรวมของพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงในตราสารทุนและตราสารหนี้อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากเราอาจจะกำลังเข้าสู่ช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจที่ทั้งสองจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อยังก่อให้เกิดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ย 

         ทำให้ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังกำไรของบริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนอาจปรับระดับการซื้อขายที่เหมาะสมอีกด้วย ดังนั้นในปีหน้าเราจำเป็นกระต้องคำนึงถึงความเสี่ยงดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น แม้เราจะไม่ได้ปรับสัดส่วนการลงทุนของเราก็ตาม ดังนั้นการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ในกลุ่มอื่น เช่น สินทรัพย์ที่ปกป้องมูลค่าของเงินจากเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆ หรือ สินทรัพย์ที่แท้จริง (Real Asset) เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การลงทุนในหุ้นนอกตลาด หรือแม้แต่กองทุนที่มีกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างออกไปและเป็นแนวทางใหม่ๆ ที่มีความสัมพันธ์น้อยกลับการลงทุนในสไตล์ดังเดิม เช่น มูลค่า (Value) หรือ เติบโต (Growth) หรือหากเป็นในกลุ่ม Thematic ก็จำเป็นจะต้องเลือกธีมให้เหมาะสมและสามารถเติบโตได้ดีในระยะยาวเป็นต้น

ธีมสิบ ใส่ใจเรื่องของจังหวะเวลา (Timing) ของการลงทุน

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังจากตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ลง ตลาดหุ้นกลับมาซื้อขายร้อนแรงและให้ผลตอบแทนที่ดี นำโดยหุ้นในกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ที่แม้รายได้และกำไรจะเติบโตขึ้นจริง แต่โดยรวมราคากลับเพิ่มขึ้นสูงกว่ามาก เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกและซื้อขายในระดับราคาเมื่อเทียบกับพื้นฐานที่สูงขึ้น (Multiple Expansion) แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าปีหน้าตลาดหุ้นอาจจะมีความขรุขระมากขึ้น แม้โดยรวมยังน่าจะให้ผลตอบแทนได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ความผันผวนน่าจะสูงขึ้นอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้จากหลากหลายปัจจัยแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินการคลังเหมือนที่กล่าวไว้ในธีมก่อนๆ กลยุทธ์การลงทุนแบบโมเมนตัม (Momentum) อาจจะประสบความสำเร็จน้อยลงในปีหน้าเมื่อเทียบกับสองปีที่ผ่านมา ทำให้เราจำเป็นจะต้องระมัดระวังและใส่ใจมากขึ้นกับจังหวะเวลาของการลงทุนที่อาจจะมีบทบาทต่อระดับของผลตอบแทนในปีหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

หมดกันไปนะครับแล้วกับ 10 ธีมสำคัญๆ ซึ่งผมมองว่าน่าช่วยกำหนดแนวทางการลงทุนและช่วยเราตีกรอบปัจจัยสำคัญๆ ที่ต้องติมตามใกล้ชิดในปีหน้า สุดท้ายนี้อย่าลืมว่าการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้และทิ้งไว้ในระยาวอาจจะไม่ใช่แนวทางในการลงทุนที่ดีนัก เนื่องจากความเสี่ยงของการลงทุนของเราอาจสูงขึ้นได้จากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เรายังคงต้องติดตามปัจจัยพื้นฐานต่างๆ และปรับน้ำหนักในสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในปีหน้าที่เราน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปรกติกันมากขึ้น ทั้งในส่วนของการดำรงชีวิตประจำวัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรวมถึงนโยบายการเงินการคลังด้วยครับ

หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด