ความสำเร็จของเอสโตเนีย คือการหาจุดเด่นให้กับตัวเอง สำหรับท่านผู้ประกอบการ SMEs ในเมืองไทยจะต้องค้นหาจุดเด่นของตัวเองให้ได้
เอสโตเนีย มีจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพสูงถึง 31 ธุรกิจ ต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพในยุโรปที่มีเพียงแค่ 5 ธุรกิจต่อประชากร 100,000 คน จากประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ทรัพยากรหรือความสามารถทางการแข่งขันใด ๆ ความสำเร็จที่ชูจุดแข็งทางด้านเท็คโนโลยี โดยสร้างรากฐานทางด้านเทคโนโลยีให้กับประชากร จนเป็นสังคมดิจิทัลไร้พรมแดนที่ก้าวหน้ามากที่สุดของโลกภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปี เป็นความสำเร็จที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเรียนรู้หากต้องการจะแข่งขันและอยู่รอดได้ในสังคมดิจิทัลปัจจุบัน การเตรียมพร้อมทางการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยของภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ของเอสโตเนียสร้างบริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อเสียงชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก
ฟินแลนด์มีโนเกีย เอสโตเนียมี Skype มีคนไม่มากนักที่รู้จักเอสโตเนีย แต่คนทั่วโลกรู้จัก Skype โปรแกรมเมอร์ชาวเอสโตเนียร่วมกันพัฒนา Skype และเปิดตัวโปรแกรมนี้ในเดือนสิงหาคม 2003 เวลาเพียงแค่ 1 ปี มีจำนวนผู้ใช้งาน Skype สูงเกือบ 20 ล้านคน
ความสำเร็จของ Skype ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง eBay ซื้อ Skype ในราคาที่สูงถึง 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2005 และ Microsoft ซื้อ Skype ในราคาทีสูงถึง 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2011 ร้อยละ 44 ของพนักงาน Skype ยังทำงานในเอสโตเนีย ผลงานของ Skype สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อเสียง ในปี 2014 อาห์ติ เฮอินลา และเยนุส ฟรีส
จาก Skype ร่วมกันก่อตั้ง Starship Technology นำเสนอ Starship หุ่นยนต์ส่งอาหารที่วิ่งให้บริการในเมืองเรดวูด ซิตี้ รัฐแคลิฟอเนียร์ เมื่อสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่น DoorDash หรือ Postmates ในปี 2017 บริษัท Domino Pizzaใช้บริการของ Starship ส่งอาหารในเมืองฮัมบรูก์ ประเทศเยอรมันนี และกำลังทดลองระบบส่งอาหารในเมืองใหญ่หลายเมืองเช่น กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 2011 ตาเวต ฮินริคุส พนักงานคนแรกของ Skype ร่วมก่อตั้ง TransferWise ให้กับบริษัทบริการโอนเงินออนไลน์ ที่คิดค่าบริการโอนเงินต่างประเทศในราคาแข่งขันได้ มีความสะดวกรวดเร็ว ปัจจุบันดูแลการโอนเงินกว่าหนึ่งพันลานบาทต่อเดือน มีออฟฟิศทั้งหมด 9 แห่ง มีพนักงานกว่า 600 คนใน 4 ทวีป
ในปี 2017 เอสโตเนีย มีจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพ 413 ราย และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เป็นซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุโรป ที่สามารถสร้างรายได้จากบริษัทสตาร์ทอัพนำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ประชากรของเอสโตเนียเป็นประชากรที่บ่มฟักให้คุ้นเคยกับสังคมดิจิทัลจนกลายเป็น 'พลเมืองดิจิทัลเอสโตเสีย' หรือ e-Residency ท่ีใช้คอมพิวเตอร์ในการดำเนินชีวิต และยังให้สิทธิคนต่างชาติเป็นผู้พักอาศัยแบบแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Residency เป็นประเทศแรกของโลก โดยชาวต่างชาติที่ได้รับสิทธินี้จะมีฐานะเป็นผู้พำนักในประเทศเอสโตเนียแบบเสมือนจริง สามารถเปิดบริษัทและทำธุรกิจออนไลน์เสมือนจัดตั้งบริษัทในเอสโตเนีย สามารถเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ เซ็นเอกสารผ่านระบบดิจิทัลและยื่นภาษีนิติบุคคลออนไลน์ได้
ตั้งแต่เปิดตัว e-Residency เมื่อเดือนธันวาคม 2014 จนถึงสิ้นไตรมาส 1 ปี 2019 มีผู้ได้รับสิทธิแล้วมากกว่า 57,000 คน จาก 165 ประเทศทั่วโลก คนดังที่มีชื่อเสียงเช่น Barack Obama อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Shinzo Abe อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็เป็น e-Resident ของเอสโตเนีย ต่างชาติที่สนใจสมัครมากที่สุดได้แก่ ฟินแลนด์ รัสเซียและยูเครน สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความประสงค์จะเปิดบริษัทในเอสโตเนียสมัครได้ ผ่านเว็บไซต์ https://e-resident.gov.ee เนื่องจากยังไม่มีสำนักงานในไทยจะต้องไปรับเอกสารที่สิงคโปร์หรือปักกิ่ง และเอสโตเนียจะเปิดสำนักงานที่กรุงเทพเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยในปีนี้
ความสำเร็จของเอสโตเนีย คือการหาจุดเด่นให้กับตัวเอง สำหรับท่านผู้ประกอบการ SMEs ในเมืองไทยจะต้องค้นหาจุดเด่นของตัวเองให้ได้ จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID 19 การดำเนินธุรกิจจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง การมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การใช้ระบบดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านผู้ประกอบการจะต้องยกระดับเป็น SMART SMEs ที่คิดค้นนวัติกรรมใหม่เพื่อสร้างรายได้และช่วยเหลือ SMEs ใน Supply Chain เพื่อให้มีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจให้ต่ำลงและสามารถแข่งขันได้
ผมมีโอกาสได้ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณานโยบายการลงทุน ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน กองทุนร่วมในกิจการ SMEs ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล มี SMEs ที่เป็น Start up นำเสนอโครงการที่น่าสนใจหลายราย แต่ผ่านมาหลายปีการร่วมลงทุนยังไม่มากเท่าที่ควร โครงการนี้ถ้าสถาบันการเงินทุกแห่ง จะมีการจัดตั้งและเข้าร่วมลงทุน ควบคู่ไปกับการบริการทางด้านสินเชื่อ ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจเล็ก ๆ แต่เติบโตอย่างมีคุณภาพแบบเอสโตเนียได้
ผมมั่นใจว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยทำได้ครับ.....








