อาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น กาลเวลา สังคม เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค
เราๆ ท่านๆ ได้เห็นรูปแบบสิ่งปลูกสร้าง “ที่พักอาศัย” ในลักษณะหนึ่ง ครั้งก่อนอาจบอกว่าเป็นที่นิยมทันสมัย เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ ปัจจุบันอาจไม่ใช่
หรือกรณีพนักงาน ลูกจ้างขององค์กร บริษัท ห้างร้านทั้งขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษา หลายท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา ประกอบอาชีพรับจ้างให้แก่องค์กร ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเอง สามารถพัฒนาทักษะเสริมสร้างประสบการณ์ความชำนาญให้แก่ตน ก้าวหน้าเติบโตกับองค์กร
ในทางตรงกันข้าม หลายท่านทำงานไม่ตรงกับความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาแต่อย่างใด กรณีดังกล่าวอาจเสียเวลา การศึกษาเรียนรู้
ประเด็นข้างต้นอาจไม่ต่างจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างงานสร้างรายได้มหาศาล เหตุเพราะมีงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเลยทีเดียว เงินลงทุนหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่เศรษฐกิจดังกล่าวใช้งบประมาณดำเนินการลงทุน พัฒนาที่ดิน โครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 1,000 ล้านบาท ถ้ามีจำนวนโครงการมากเพิ่มขึ้น จำนวนเม็ดเงินการลงทุนย่อมมีเพิ่มขึ้น อาจมีมากกว่าแสนล้านบาทต่อปีของโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดทั่วประเทศ
หลายท่านอาจกล่าวว่าการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของประเทศอาจเป็นตัวชี้วัด “จีดีพี” ของประเทศได้ รองลงมาจากธุรกิจการส่งออก เป็นต้น แสดงว่าการลงทุนการประกอบธุรกิจดังกล่าวมิใช่แต่เพียงสร้างผลกำไรของผู้ค้า นักลงทุน แต่ยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถได้ประโยชน์จากธุรกิจดังกล่าวได้อย่างดียิ่งอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนการค้าอสังหาริมทรัพย์โครงการคอนโดมิเนียมทั้งประเภทที่อยู่อาศัยหรือสำนักงาน อาจเป็นที่นิยมยอมรับแก่พ่อค้า นักลงทุน เพราะใช้พื้นที่ดิน “จำนวนน้อย” แตกต่างจากรูปแบบทรัพย์สิน สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ที่ดินเป็น “จำนวนมาก” แต่การลงทุนพัฒนาที่ดินโครงการคอนโดมิเนียมอาจมีความเสี่ยงมากกว่ารูปแบบทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้างอื่น เหตุเพราะสายป่านการเงินต้องมั่นคงแข็งแรง มีเงินสดสะสมเพียงพอ สามารถใช้หมุนเวียนในระยะยาว อาจใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินบางส่วนรองรับการใช้จ่ายหมุนเวียนระยะสั้น
แต่ก็มิใช่ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว ยังอาจมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาทิ ทำเล ที่ตั้ง ตำแหน่งที่ดิน มีศักยภาพในระยะยาวมากน้อยเพียงใด ระบบสาธารณูปโภคเข้าถึงพื้นที่โครงการหรือไม่ พื้นที่ดินเป็นสีอะไร ตามกฎหมายผังเมือง หรือกลุ่มเป้าหมายการขายเป็นใคร มีรายได้เท่าใด เหมาะสมแก่ราคาขายหรือไม่
หรือหากขายทรัพย์สินห้องชุดได้ “จำนวนน้อย” ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ผู้ลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจ เจ้าของโครงการมีแผนรองรับอย่างไร หรือไม่ หรือจำนวนปริมาณห้องชุด “เหลือขาย” ในท้องตลาดมีจำนวนมากน้อยเท่าใด หรือคู่แข่งในตลาดมีมากน้อยเพียงใด ฯลฯ เป็นต้น
ดังนั้นก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุน จะตัดสินใจพัฒนาที่ดินเป็นอาคารชุดคอนโดมิเนียม ทุกรายส่วนใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์มาก่อนจึงมักต้องทำ “การบ้าน” ข้างต้นด้วยกันล่วงหน้าทั้งสิ้น
ข้อแนะนำ 5 ข้อที่นักลงทุน “มือใหม่” ผู้ซึ่งสนใจประกอบธุรกิจการค้าการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ “คอนโดมิเนียม” ควรต้องมี อาจได้แก่เรื่องดังต่อไปนี้
1.เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง ให้มองระยะยาว และให้เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ก่อนเสมอ
2.ใจต้องรัก มีความหนักแน่น พร้อมกล้าเสี่ยงบนข้อมูลที่เชื่อถือได้
3.ทุน ที่ดิน มีศักยภาพเพียงพอในระยะยาวและห้ามคาดหวังในสิ่งที่สูง หรือเป็นไปได้น้อย หรือยาก
4.รู้จักวางแผนงานล่วงหน้า มีที่ปรึกษาครู “ชั้นเซียน” คอนเนคชั่นที่ดีกับส่วนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันการเงิน ส่วนราชการ ส่วนเอกชน เป็นต้น
5.มีทีมงาน “มืออาชีพ” หรือเอาท์ซอร์ส (Professional Outsource) ที่มีประสบการณ์รองรับ งานพัฒนาที่ดิน โครงการทุกส่วนอย่างถูกต้องเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อตัดสินใจแล้วนอกจากความพร้อมตามข้อแนะนำข้างต้นแล้ว ท่านอาจต้องมีแผนสำรองเสมอ หลายท่านอาจได้เห็นความไม่ประสบความสำเร็จของผู้ลงทุนโครงการบางราย บางโครงการในอดีต อาทิ ล้มเลิกโครงการกลางทาง หรือยกทรัพย์ให้เจ้าหนี้ สถาบันการเงิน หรืออาคารพิกลพิการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อผู้บริโภค หรือด้วยเหตุอื่นใดก็ตาม เรื่องต่างๆ เหล่านั้นอาจสามารถนำมาพิจารณาศึกษาเป็น “บทเรียน” หรือเป็นกรณีศึกษาได้อย่างดียิ่ง








