หุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภทโรงไฟฟ้าหลัก (Conventional) ปรับขึ้น Outperform ตลาดฯ มาก
ปีที่ผ่านมาหุ้นที่ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภทโรงไฟฟ้าหลัก (Conventional) ปรับขึ้น Outperform ตลาดฯ มาก อาทิ GULF, BGRIM, EGCO. RATCH เป็นต้น ซึ่งแรง Momentum ที่แรงกว่าตลาดฯ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า 'Animal Spirit' หรือ 'พฤติกรรมฝูงสัตว์' ที่นักลงทุนเข้าเก็งกำไรหุ้นโรงไฟฟ้ากันอย่างมาก ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานส่วนใหญ่ก็มักที่จะออกบทวิเคราะห์เตือนในเรื่องของ Valuation ของหุ้นเหล่านี้มาตลอดว่าค่อนข้างที่จะมี Upside จำกัด อย่างไรก็ดีสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีแรงขายทำกำไรหุ้นโรงไฟฟ้า จนเกิดคำถามว่าหุ้นโรงไฟฟ้าเหล่านี้ จบรอบแล้ว หรือ แค่พักฐาน ซึ่งในบทความนี้เราจะวิเคราะห์กันถึงเหตุผลในการปรับขึ้นของหุ้นโรงไฟฟ้าที่สวนทางกับดัชนี SET index กันก่อน แล้วจึงจะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของหุ้นโรงไฟฟ้าได้ชัดเจนขึ้น
'TINA: There Is No Alternative' ผมประเมินว่าวลีนี้คือเหตุผลหลัก ที่น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ คือ นักลงทุนไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าสำหรับการลงทุนในสถานการณ์ปัจจุบันที่ สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวเริ่มส่งสัญญาณผ่านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯตั้งแต่ปลายปี 2561 (เกิดเหตุการณ์ Flat Yield Curve และตามมาด้วยการเกิด Inverted Yield Curve ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา) และบริษัทจดทะเบียนทั้ง Real sector และ Financial sector ทยอยรายงานผลการดำเนินงานที่อ่อนแอมาตลอดในแต่ละไตรมาส รวมทั้งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงมาอย่างต่อเนื่อง (ล่าสุดปรับลงมาแล้ว-16.5% ตั้งแต่ต้นปี ... ข้อมูล Bloomberg consensus) เหลือเพียงธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่งและเติบโตตามการขยายกำลังการผลิต ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องขายหุ้นที่ผลการดำเนินงานอ่อนแอ และจำต้องหมุนเงินเข้ามาในหุ้นโรงไฟฟ้า ที่มี Market cap และสภาพคล่องการซื้อขายเพียงพอที่จะรองรับเม็ดเงินดังกล่าวได้
เหตุผลที่ 2 ที่หุ้นโรงไฟฟ้าปรับขึ้นแรง คือ แนวโน้มขาลงของดอกเบี้ย โดยสังเกตุได้ชัดเจนว่ารูปแบบราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าสวนทางกับอัตราผลตอบแทนัพนธบัตรรัฐบาลระยะ 5-10 ปี เนื่องจาก i) ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง หุ้นโรงไฟฟ้ามีการลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากและมีสัดส่วน D/E ratio ที่สูง เมื่อดอกเบี้ยเป็นแนวโน้มขาลง การ Refinance เพื่อลดดอกเบี้ยจ่ายจึงเป็นบวกต่อแนวโน้มกำไร, ii) ประเด็นเรื่อง Valuation เนื่องจากการประเมินราคาเหมาะสมหุ้น หรือ สินทรัพย์ใดๆ จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของ อัตราคิดลด (Discount rate) ซึ่งเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลง Discount rate ในการประเมินมูลค่าก็ลดลงไปด้วยนั่นเอง, และ iii) การเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่ตลาดพันธบัตรในช่วงดอกเบี้ยขาลง จะทำให้ได้รับกำไรจากส่วนต่างๆราคา ซึ่งหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีโครงสร้างกระแสเงินสดรับ, การจ่ายปันผล ที่ค่อนข้างนิ่ง เปรียบเสมือนการจ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตรนั่นเอง จึงทำให้หุ้นโรงไฟฟ้ากลายเป็นตัวแทนของพันธบัตรในตลาดหุ้นไปโดยปริยาย
จาก 2 เหตุผลข้างต้น กลับมาที่คำถามหลัก คือ หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีแรงขายทำกำไรในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การจบรอบ หรือ แค่พักฐาน ตามปกติ ? ผมประเมินว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดการเงินยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและของไทยเอง แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ Inverted Yield Curve เริ่มผ่อนคลายลง แต่ความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ รวมทั้งแนวโน้มผลการดำเนินงานของหุ้นขนาดใหญ่ต่างๆ อาทิ กลุ่มธนาคารพาณิชย์, กลุ่มอสังหาฯ, และ กลุ่มปิโตรเคมี ยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะทำการลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นหุ้นโรงไฟฟ้าที่พักฐานลงมาจึงน่าจะยังเป็นเป้าหมายการเป็นที่พักเงินของนักลงทุนอีกครั้งเนื่องจากนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันยังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า 'There Is No Alternative'
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยฯประเมินว่าหุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวยังมี Upside ที่จำกัด หุ้นโรงไฟฟ้าใน Coverage ของทางฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ยังพอมี Upside น่าสนใจได้แก่ WHAUP (ซึ่งการปรับขึ้นของราคาหุ้นก่อนหน้านี้ ไม่โดดเด่นเท่าหุ้นโรงไฟฟ้าอื่นๆ) สำหรับหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ตัวอื่น อาทิ GULF, BGRIM, EGCO. RATCH นั้นแม้จะมีการพักฐานลงมาบ้างแต่ Upside ก็ยังจำกัด ผมจึงประเมินว่าควรรอให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงมามากกว่านี้ จึงเป็นโอกาสเข้าซื้อสะสม โดยนักลงทุนสามารถติดตามการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหุ้นโรงไฟฟ้าแต่ละตัวเพิ่มเติมได้ในบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของทางฝ่ายวิจัยฯ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย)






