ทูตพิเศษว่าด้วยกิจการเกาหลีเหนือของสหรัฐ นายโยเซฟ ยุน แวะมาประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
พบกับรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศไทย คุณวีระศักดิ์ ฟูตระกูล และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ
รายละเอียดสนทนากับเป็นอย่างไรไม่ปรากฏเป็นข่าว มีเพียงประเด็นที่ว่าท่านเลขาธิการ สมช. ให้ความเห็นว่าประเทศไทยพร้อมจะมีส่วนช่วยในการทำให้เกิดการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือหากมีโอกาสที่เหมาะสมและอำนวย
มีความเชื่อกันว่านายโยเซฟ ยุนอาจจะมาพูดจาให้ไทยต้องทำอะไรมากกว่าที่ทำอยู่เพื่อกดดันเกาหลีเหนือหรือไม่
แต่ฝ่ายไทยก็ยืนยันว่าเราได้ทำทุกอย่างตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงในเรื่องนี้แล้ว
ผมไม่รู้ว่าฝ่ายไทยเราได้กดดันกลับไปยังอเมริกาหรือไม่ เพราะดูจากทิศทางที่สหรัฐดำเนินอยู่ขณะนี้ ประเทศไทยเราก็ควรจะแสดงความเป็นห่วงกังวลว่าเขาจะเอาอย่างไรกันแน่
ข้อแรกที่ไทยควรจะต้องฝากทูตพิเศษสหรัฐคนนี้ก็คือ จะต้องให้วอชิงตันยืนยันว่า จะต้องหาทางออกทางการทูตเท่านั้น เพราะหากเกิด สงครามในคาบสมุทรเกาหลี ความเสียหายจะยิ่งใหญ่กว้างขวางเกินกว่าที่โลกจะรับได้แน่นอน
ข้อที่สองที่ฝ่ายไทยควรจะต้องแจ้งกับทูตพิเศษของเขาก็คือ ขอให้วอชิงตันให้ความชัดเจนว่านโยบายของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะจากการติดตามข่าวสารช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาว กับ กระทรวงต่างประเทศ ของสหรัฐดูเหมือนจะพูดออกกันไปคนละทาง สร้างความสับสนงุนงงให้กับเพื่อน ๆ อย่างไทยเป็นอันมาก
หากเขาจะจงใจให้ศัตรูสับสน นั่นอาจจะเรียกเป็น “ยุทธศาสตร์” ของเขา
แต่หากเขาทำให้พันธมิตรงุนงง นั่นย่อมจะไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในการดำเนินนโยบายไปทางเดียวกันแน่นอน
เลขาธิการสหประชาชาติ แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เตือนไว้น่าฟังว่า ทุกฝ่ายจะต้องระวังไม่“เดินละเมอเข้าสู่สงคราม” (sleepwalk into a war)
ซึ่งแปลว่าต่างฝ่ายต่างดำเนินนโยบายแบบงง ๆ ประเมินอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาด หรือตีความเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่งคนละเรื่องกับที่ฝ่ายนั้น ๆ ต้องการจริง ๆ
ถึงวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับรัฐมนตรีต่างประเทศเร็กซ์ ทิลเลอร์สันของสหรัฐ ได้มีการพูดคุยกันเพื่อวางแนวทางต่อเกาหลีเหนือให้เป็นทางเดียวกันหรือไม่อย่างไร
ทิลเลอร์สันพูดเหมือนจะพร้อมเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ “อย่างไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า”
แต่ผ่านไปได้เพียงวันเดียว เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวก็ออกมาบอกว่าการตีความเช่นนั้นไม่ถูกเสียเลยทีเดียว เงื่อนไขยังมีอยู่ว่า การเจรจาใด ๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เกาหลีเหนือจะต้องระงับการทดลองขีปนาวุธและการพัฒนานิวเคลียร์
จากนั้นอีกหนึ่งวัน โฆษกกระทรวงต่างประเทศเองก็ออกมาพูดคล้าย ๆ จะช่วยถอยให้กับรัฐมนตรีต่างประเทศ
วันต่อมา พอนักข่าวถามทรัมป์เองว่าสนับสนุนให้มีการเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้าหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือไม่มีคำตอบอีกเช่นเคย
ทรัมป์ตอบว่า “เราต้องดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเกาหลีเหนือ เราได้รับการสนับสนุนเรื่องนี้มากมาย หลาย ๆ ประเทศเห็นด้วยกับเรา เกือบทุกคนเห็นด้วยกับเรา...”
ไปไหนมา, สามวาสองศอก
ว่าแล้วทรัมป์ก็เสริมต่อว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขายกหูโทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินและหัวข้อสำคัญคือเรื่องเกาหลีเหนือ
“เราอยากจะให้เขา (ปูติน) ช่วยเราเรื่องเกาหลีเหนือ ประเทศจีนกำลังช่วยอยู่ รัสเซียยังไม่ได้ช่วย เราอยากให้รัสเซียช่วย....สำคัญมาก”
ขณะเดียวกับทิลเลอร์สันก็ดูเหมือนจะพลิกลิ้นอีกรอบ จากที่เคยพูดเอาไว้ว่าพร้อมจะพบปะกับเกาหลีเหนือ “จะคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ หรือคุยเรื่องออกแบบโต๊ะเจรจาจะเป็นทรงเหลี่ยมหรือกลมก็ได้...”
แต่ผ่านมาวันเดียว รัฐมนตรีต่างประเทศมะกันบอกว่า...”ก่อนจะเริ่มเจรจากันได้ เกาหลีเหนือต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมจะระงับความประพฤติที่คุกคามเราอย่างเป็นรูปธรรม การจะกลับมาโต๊ะเจรจาได้ เกาหลีเหนือต้องแสดงอะไรที่เราเชื่อถือได้...”
ก่อนที่สหรัฐจะเรียกร้องให้มิตรประเทศช่วยกันกดดันเกาหลีเหนือ พันธมิตรอย่างไทยต้องกดดันให้สหรัฐพูดจาอยู่ในร่องในรอยเสียก่อน!









