วันที่ผมตั้งวงเสวนากับพอล โพลแมน (Paul Polman) ประธานบริหารของ Unilever นั้น
เขายืนยันว่า การบริหารธุรกิจจะต้องสร้างความยั่งยืนด้วยการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หาไม่แล้วก็จะไม่มีอนาคต
ผมแซวว่ามีคนบอกว่ายูนิลีเวอร์ภายใต้การนำของเขาเหมือนเป็น “เอ็นจีโอใหญ่ที่สุดของโลก”
เขาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “NGO ย่อมาจาก Non-government organization” อันหมายถึงองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เราไม่ได้ย่อว่าเป็น NGONP (non-profit) นี่นา ดังนั้นเราก็ยังเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ ถ้าเราทำธุรกิจที่ไม่กำไรก็คงไม่ฉลาดนัก”
ปรัชญาการบริหารของพอลก็คือ การทำธุรกิจที่รับผิดชอบก็ต้องแก้ปัญหาโลกพร้อมกันไปด้วย และวิธีการที่จะได้อย่างนั้นก็ต้องใช้วิธีการที่ยั่งยืนจากหลาย ๆ มิติ
หนึ่งในวิธีการนั้นก็คือการหาสูตรทางเศรษฐกิจที่มีเหตุมีผลและปฏิบัติได้ มิฉะนั้นก็จะไม่มีแหล่งทำรายได้ที่จะทำให้ยั่งยืนได้
ถ้าเราทำสบู่ที่คนล้างมือได้ดี คนใช้เป็นพันล้าน เราก็สามารถสร้างรายได้จากสบู่ ขณะเดียวกันเราก็อาจจะช่วยรักษาชีวิตเด็ก 4 ล้านคนเพราะสบู่ช่วยป้องกันโรคติดต่อได้ เงินที่จะต้องใช้เพื่อแก้ปัญหาของโลกไม่ว่าจะเป็นความยากจน หรือสิ่งแวดล้อมไม่อาจจะมาจากงบประมาณรัฐบาลอย่างเดียว จะต้องมาจากเอกชนด้วย
พอลบอกว่าในฐานะเป็นนักธุรกิจที่รับผิดชอบต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการปกปักรักษาโลกใบนี้ให้คนรุ่นต่อไป เพราะถ้าธุรกิจทำลายป่า ทำลายต้นน้ำ และไม่ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน ก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมให้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกหดหายไป และนั่นย่อมหมายถึงหายนะของมนุษยชาติ
“เราต้องเป็นบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นองค์กรที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงไปอีก หาไม่แล้วสังคมก็จะไม่ยอมให้คุณอยู่ในระยะยาว” ซีอีโอของยูนิลีเวอร์บอก
เขาบอกว่าการตั้งเป้าให้บริษัทเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำที่มีความกล้าหาญและรับผิดชอบ
เขายอมรับว่าในตอนแรกกรรมการของบริษัทบางคน และผู้ถือหุ้นสงสัยว่าหากบริษัทหันไปให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น และกำไรจะหด ทำให้การจ่ายเงินปันผลน้อยลง
พอลได้ต่อสู้กับแนวความคิดแบบดั้งเดิมอย่างนี้มาตั้งแต่เขาขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดเมื่อปี 2009 และได้พิสูจน์ให้เห็นว่าหากบริษัททำนโยบายบริหารอย่างยั่งยืนจริงจัง และจริงใจ ไม่เพียงแต่จะทำให้สังคมมีความศรัทธาเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดกำไรของบริษัทจะสูงขึ้นด้วยเพราะในระยะยาวแล้ว นโยบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะส่งผลดีกลับสู่พนักงาน ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นอย่างแน่นอน
หลักคิดของพอลก็เหมือนกับที่ฝรั่งบอกว่า Doing well by doing good อันหมายความว่าการทำความดีและสิ่งที่ถูกต้องนั้น ในท้ายที่สุดก็จะนำพาธุรกิจนั้นได้ผลกำไร และเป็นกำไรที่ยั่งยืน สร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเองและสังคมโดยส่วนรวมด้วย
เพราะถ้ามุ่งหน้าจะทำกำไรอย่างเดียวโดยไม่สนใจสังคมและสิ่งแวดล้อม สังคมก็จะไม่ให้อภัยกับพฤติกรรม “ทุนนิยมสามานย์” ที่มีให้เห็นกันมากมาย
ยุคนี้จึงเป็นยุคของคนที่กล้าคิดกล้าทำสิ่งที่แตกต่างจริง ๆ








