ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณทำงานจนนาทีสุดท้ายจริงๆ เพราะก่อนที่จะลาจากโลกไปอย่างกะทันหันตอนบ่ายวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง
ก็ยังให้สัมภาษณ์อย่างน้อย 2 สื่อในประเด็นที่มีความสำคัญของไทย และภูมิภาคอย่างยิ่ง
ในบทสัมภาษณ์กับ Nikkei Asian Review คุณสุรินทร์ ทั้งในฐานะอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และเลขาธิการอาเซียนเตือนตรงไปตรงมาว่า “อาเซียนกำลังกำลังจะสูญเสียความสามารถในการยึดคุมอนาคตของตนเอง”
ประเด็นที่คุณสุรินทร์เป็นห่วงมาระยะหนึ่งแล้วก็คือ การที่อาเซียนเกิดความขัดแย้งกันเอง เพราะผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกัน อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากข้างนอก ที่ทำให้ต้องเลือกข้างระหว่างมหาอำนาจเช่นสหรัฐ และจีน
ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้คุณสุรินทร์เห็นว่า อาเซียนกำลังจะเผชิญกับวิกฤติภายในของตน ทำให้ ไม่สามารถร่วมกันแก้ปัญหาที่สำคัญของภูมิภาคนี้เอง เช่น กรณีขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และวิกฤติมนุษยธรรมที่เกี่ยวโยงกับโรฮิงญาในเมียนมา
นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างของปัญหาใหญ่ที่อาเซียนควรจะร่วมมือแก้ไขกันอย่างแข็งขัน แต่เมื่อเจอกับความขัดแย้งภายใน และขาดภาวะผู้นำที่จำเป็นอย่างยิ่งในระดับภูมิภาค ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เริ่มสั่นคลอน
คุณสุรินทร์ไม่ได้พูดตรงๆ อย่างนั้น แต่ผมพอจะจับประเด็นได้ว่า ท่านต้องการจะบอกพวกเราว่า ประเทศไทยพลาดโอกาสอันสำคัญยิ่งในการเป็นตัวเชื่อม และเล่นบทเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอาเซียนในด้านต่าง ๆ ที่ชาติอื่นในฐานะคู่กรณีไม่อาจจะหาทางออกให้กับวิกฤติเหล่านั้นได้
ไทยเราเสียโอกาสเพราะความขัดแย้งในประเทศกันเอง ตามมาด้วยรัฐประหาร และการขาดพลังทางสังคมเพียงพอที่จะลุกขึ้นเป็นผู้ประสาน และเป็นผู้นำในการป้องกัน และแก้ไขเรื่องร้อน ๆ ที่กำลังทำให้อาเซียอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปมาก
ในการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายในชีวิตครั้งนี้ คุณสุรินทร์แสดงความกังวลถึงความไม่แน่นอนของบทบาทสหรัฐภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเอเซีย ในขณะที่จีนกำลังสยายปีกอย่างร้อนแรงในย่านนี้
“ประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้จะต้องมีความระแวดระวังเป็นอย่างยิ่งในการเลือกคบเพื่อน เพราะความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเงื่อนไขทางการเมืองจะมาพร้อมกัน”
คุณสุรินทร์สะท้อนถึงแนวทางวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยังเฉียบคม ตรงไปตรงมา ที่ทุกประเทศสามารถนำไปปรับนโยบายของตนต่อดุลยภาพแห่งอำนาจที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงในขณะนี้
คุณสุรินทร์เสนอให้อาเซียนตั้ง “กองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ของตนเองด้วยการเอาส่วนที่เหลือของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของสมาชิกมาใช้เพื่อการนี้ อันจะนำไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค แทนที่จะพึ่งพาค่ายยักษ์ค่ายใดค่ายหนึ่ง
ท่านบอกว่าปีนี้อาเซียนครบ 50 ปีเหมือนคนที่กำลังเผชิญกับ “วิกฤติวัยกลางคน” และหากจะสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง อาเซียนจำเป็นต้องทบทวนเรื่องหลัก ๆ หลายประการ เช่น การตกลงที่จะไม่แทรกแซงเรื่องภายในของกันและกัน การคงไว้ซึ่งอธิปไตยของแต่ละชาติอย่างเด็ดขาด และการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ในคำให้สัมภาษณ์สุดท้ายนี้ คุณสุรินทร์ยืนยันความตั้งใจที่จะลงสมัครเป็นผู้ว่า กทม. เพื่อยกระดับเมืองหลวงไทยให้ทัดเทียมกับนครหลวงใหญ่ ๆ ของโลกทั้งหลาย
ผมอ่านบทสัมภาษณ์สุดท้ายของคุณสุรินทร์แล้ว ก็ให้ย้อนคิดไปถึงการทำหน้าที่ของเขาในฐานะเป็น “สะพาน” ระหว่างต่างจังหวัดกับเมืองหลวง ระหว่างเมืองไทยกับอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับเวทีสากลอย่างที่น้อยคนจะสามารถทำได้
ยิ่งได้ย่อยเนื้อหาสาระของคำให้สัมภาษณ์สุดท้ายนี้ก็ยิ่งทำให้ผมมีความเศร้าสลดที่เราได้เสียคนดีคนเก่งอย่างคุณสุรินทร์ชนิดที่จะหาคนที่มีคุณภาพ ความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว
หน้าที่ของคนที่ยังเหลืออยู่จะต้องสานต่อเพื่อทำให้ความฝันและความมุ่งมั่นของคุณสุรินทร์เป็นความจริง
มิใช่เพียงเพื่อตอบสนองความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของคุณสุรินทร์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการผลักดันให้ประเทศชาติก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อยกสถานภาพของตนให้สูงเด่นในเวทีสากล ดั่งที่คุณสุรินทร์ได้เสียสละเพื่อทำหน้าที่ทางด้านนี้มาตลอดชีวิต








