ปฎิรูปโครงสร้างภาษีแบบสุดซอยสไตล์ ปธน.ทรัมป์
เมื่อวันพฤหัสฯที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯมีมติด้วยคะแนนเสียง 227 ต่อ 205 ให้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษี (Tax Cuts and Jobs Act) ซึ่งถูกร่างและนำเสนอโดยพรรครีพับลิกัน การผ่านร่างครั้งนี้ ผ่านได้ด้วยคะแนนเสียง 227 ต่อ 205 และรอส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาในลำดับต่อไป
นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ใน Wallstreet ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า หากร่างกม.ฉบับนี้ผ่านตลอดทาง จะถือเป็นการยกเครื่องกม.ภาษีครั้งที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯนับตั้งแต่ปี 2529 ทีเดียว
โดยในสาระสำคัญของร่างกม.นี้ ได้แก่ การปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 20% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 35% และการลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลจาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น ตามนี้ 12%, 25%, 35% และ 39.6%
คำถามคือ มีความเป็นไปได้ไหม ที่ร่างกม.ฉบับใหม่นี้ จะดันไปได้ตลอดรอดฝั่ง?
สิ่งที่พอจะเป็นคำตอบได้ก็คือ ผลการยกมือโหวตรอบที่ผ่านมานี้ ไม่มีสมาชิกคนใดจากพรรคเดโมแครตลงมติเห็นชอบให้ร่างกม.ดังกล่าวเลย โดยมีสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน 13 คน ที่ไม่สนับสนุนร่างดังกล่าว โดยความเห็นประมาณว่า ร่างกม.นี้ จะส่งผลกระทบด้านลบมากกว่าด้านบวก โดยคาดว่าจะส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯขาดรายได้สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
อีกสิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้ว่า ทางข้างหน้า อาจไม่โปร่งใสนัก ก็คือ สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้มีการเปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีอีกฉบับเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา และเนื้อหาหลักก็มีความแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทนราษฎรด้วย
ถ้ามองมุมนี้ ก็เป็นไปได้สูงว่า วุฒิสภา อาจต้องการแก้ไขเนื้อหาในร่างกม. ไม่มากก็น้อย การโยนลูกบอลกันไปมาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ น่าจะทำให้มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นสูง และส่งผลต่อตลาดทุนระดับหนึ่งเลย นักลงทุนเตรียมทำใจกันไว้นะครับ
เพราะจริงๆแล้ว ปธน. ทรัมป์ ปักหมุดไว้ว่า อยากให้ร่างกม.ฉบับนี้ ผ่านให้ได้ก่อนช่วงคริสมาสต์ เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ชาวอเมริกัน แต่จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนนักลงทุนในตลาดก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเหมือนกัน
อะไรในเนื้อหา ที่ดูเหมือนว่าจะตกลงกันไม่ได้?
ความแตกต่างระหว่างร่างกม.ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรกับฉบับจากวุฒิสมาชิก ยกตัวอย่างก็เช่น การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลในฉบับจากวุฒิสมาชิก ยังคงไว้ 7 ขั้นเช่นเดิม แต่ลดระดับขั้นบันไดภาษีเป็น 10%, 12%, 22%, 24%, 32%, 35% และ 38.5% ตามลำดับ
ในขั้นของการผ่านร่างกม.ในวุฒิสมาชิกนั้น จะต้องไม่มีสมาชิกจากพรรครีพับลิกันคัดค้านเกินกว่า 2 เสียง ถึงจะมีโอกาสผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ได้สำเร็จ (เชื่อว่า สมาชิกจากพรรคเดโมเครตไม่น่าจะผ่านร่างกม.ให้ซักคน)
ในด้านของผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯนั้น ทาง The Tax Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด มีการประเมิณไว้ว่า ร่างกฎหมายฉบับวุฒิสมาชิกจะทำให้ GDP Growth ของสหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.7% ในระยะยาว เปรียบเทียบกับร่างกฎหมายฉบับสภาผู้แทนราษฎร คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเพิ่มขึ้น 3.5% น้อยกว่า ฉบับวุฒิสมาชิกเล็กน้อย
อีกแห่ง มหาวิทยาลัยวาร์ตัน ได้วิเคราะห์โดยใช้ The Penn Wharton Budget Model ได้ทำการวิเคราะห์ผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ กรณีร่างกฎหมายฉบับสภาผู้แทนราษฎรสามารถผ่านและบังคับใช้ได้ จะทำให้ GDP Growth สูงขึ้นอีก 0.83% ภายในปี 2570 ซึ่งหากมองจากตัวเลข จะเห็นว่า ต่ำกว่าที่ The Tax Foundation ประเมิณไว้พอสมควรเลยครับ
ซึ่งถ้ามองจริงๆ ผลต่อเศรษฐกิจ น้ำหนักน่าจะมาจากการปฎิรูปกฎหมายภาษีนิติบุคคลนี่เอง และในแง่ของตลาดทุน อัตราภาษีนิติบุคคลนี้ ถือว่ามีความสำคัญในแง่ของการประเมินกำไรสุทธิของบริษัทมากที่สุด
ส่วนภาษีบุคคลธรรมดา ถึงลดขั้นบันได และลดอัตราภาษีลง หลายฝ่ายก็มองว่า อาจทำให้ชาวอเมริกันเพิ่มเงินออม และนำมาชำระหนี้แทนที่จะนำไปบริโภคเพิ่มขึ้น ก็เป็นไปได้
ยังไงเสีย ในเดือน ธ.ค. นี้ เหมือนจะเป็นเดือนแห่งความสุขสิ้นปีสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น เรากลับพบหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่มีผลต่อการกำหนดทิศทาง Fund Flow ตลอดทั้งปีหน้าด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะ นี่อาจเป็นผลงานแรกของ ปธน.ทรัมป์ หลังจากรับตำแหน่ง หรือสุดท้าย จะไม่สามารถดันให้ผ่านสุดซอย ไม่สามารถผ่านกฎหมายใดๆได้เลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา









