เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยท่านใหม่คุณ “หลู่เจี้ยน” (吕健) อายุเพียง 48 เคยเป็นเบอร์สองที่สถานทูตจีนประจำกรุงเทพฯระหว่าง 2009-2011
กลับมาเป็นหัวหน้าคณะทูตประจำไทยครั้งนี้มีความหมายสำคัญในการผลักดันความสัมพันธ์ไทย-จีนให้ยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ท่านทูตใหม่มาเมืองไทยได้ประมาณหนึ่งเดือนก็จัดงานวันชาติจีนประจำปี เป็นปีที่ 68 แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาท่ามกลางแขกเหรื่อหลายพันคนที่คึกคักยิ่ง
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับงานวันชาติปีนี้คือท่านทูตหลู่เจี้ยนปราศรัยด้วยเนื้อหา สาระทางนโยบายของจีนลงรายละเอียดที่ตอกย้ำถึงเสาหลักแห่งทิศทางของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงหลายประการเช่น
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ที่เน้นความร่วมมือ win-win และประชาคมโลกที่ต้องมีการแบ่งปันกันเพื่อมนุษยชาติทั้งมวล
แน่นอนว่าท่านไม่ย้ำถึงความริเริ่ม One Belt One Road ที่ได้กลายเป็นเสาหลักของรัฐบาลจีนวันนี้
แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผมคือที่ท่านทูตเน้น “global governance system that is fairer, more equitable, inclusive and balanced.
แปลความได้ว่าจีนวันนี้กำลังส่งเสริมให้มีระบบธรรมาภิบาลระดับโลกที่ “ยุติธรรมมากขึ้น เท่าเทียมกันมากขึ้น ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและมีดุลยภาพอันเหมาะสม”
นี่มิใช่เป็นวลีที่ประเทศจีนเคยใช้มาก่อน และไม่ใช่ภาษาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างที่เราคุ้นเคย
นี่เป็นลีลาและภาษาของมหาอำนาจใหม่ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในเวทีโลกเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับส่วนต่าง ๆ ของโลกว่าบัดนี้จีนพร้อมจะเล่นบทของผู้ใหญ่ที่มีความถูกต้องชอบธรรม
ตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ บทบาทของสีจิ้นผิงในฐานะ “ผู้นำโลก” ก็ยิ่งชัดมากขึ้น เพราะขณะที่ทรัมป์พูดถึงการถอยกลับบ้าน สีจิ้นผิงกลับผลักดันให้โลกร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาโลกร้อน และส่งเสริมการค้าเสรีเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ขณะที่ทรัมป์มีพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็น “นักเลงปากซอย” และ “เด็กเกเร” สีจิ้นผิงกลับเล่นบท “ผู้ใหญ่ใจเย็น” ที่พยายามจะไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนืออย่างอดทนและอดกลั้น
ทูตหลู่เจี้ยนพูดถึงการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์วันที่ 18 ตุลาคมนี้ว่าเป็นจังหวะที่สำคัญยิ่ง
“การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเกิดขึ้นในจังหวะที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นเวลาที่เราจะสร้างสังคมมีกินมีอยู่ปานกลางในหลาย ๆ ด้านและพัฒนาสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน และนั่นจะเสริมความมั่นใจของจีนบนเส้นทางการพัฒนา ทฤษฎีชี้นำ ระบบการเมืองซึ่งจะทำให้ประเทศจีนสามารถช่วยเสริมสร้างสันติภาพและการพัฒนาของโลกมากขึ้นไปอีก....” ท่านทูตจีนคนใหม่กล่าว
ปีที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่จีนขยับขึ้นเป็นประเทศลงทุนใหญ่อันดับ 3 ในประเทศไทย อีกทั้งนักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศก็เพิ่มขึ้นถึง 9 ล้านคนต่อปี ทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไป
ท่านทูตบอกว่านโยบายประเทศไทย 4.0 และโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ EEC นั้นสอดคล้องกับความริเริ่ม One Belt One Road ของจีนในแง่ของแนวคิดการพัฒนา วิธีการและเป้าหมาย
เป็นการวางแนวทางการทำหน้าที่ของทูตจีนคนใหม่ได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น
วงการทูตบอกผมว่าท่านทูตหลู่เจี้ยนเคยทำงานสนิทสนมกับคุณหยังเจียฉือซึ่งวันนี้มีตำแหน่งเป็น “มนตรีแห่งรัฐ” ระดับรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านกิจกรรมต่างประเทศซึ่งสีจิ้นผิงเรียกใช้มากว่าด้วยความสัมพันธ์กับสหรัฐ
คุณหยังเจียฉือเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจีนก่อนหวังอี้คนปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีบารมีในแวดวงการเมืองจีนพอสมควร
ด้วยวัยเพียง 48 และมีสายตรงถึงระดับนโยบายชั้นสูงในรัฐบาลจีน การทำหน้าที่ของเอกอัครราชทูตจีนท่านใหม่จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ!









