ร้อนแรงทั้งคู่ นั่นคือโดนัลด์ ทรัมป์กับคิมจองอึน
ล่าสุดคือคำประกาศจากทรัมป์ว่าหากเกาหลีเหนือยังขู่เข็ญคุกคามสหรัฐต่อเนื่อง โสมแดงจะเจอกับ fire and fury ชนิดที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง โฆษกกองทัพเกาหลีเหนือก็ประกาศว่าเปียงยางกำลัง “พิจารณาอย่างระมัดระวัง” แผนโจมตีบริเวณรอบ ๆ เกาะกวมและฮาวายของสหรัฐ
วาทะดุเดือดของผู้นำสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือมีขึ้นหลังคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติมีมติ 15-0 เพิ่มมาตรการลงโทษเกาหลีเหนือหลังมีการทดลองขีปนาวุธอย่างไม่หยุดยั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
มตินี้ห้ามเกาหลีเหนือส่งออกถ่านหิน เหล็ก ตะกั่วและอาหารทะเลซึ่งทำให้รายได้หายไปไม่น้อยกว่า 1 พันล้านเหรียญหรือเท่ากับหนึ่งในสามของรายได้จากการส่งออกของประเทศนี้
แทนที่เกาหลีเหนือจะผ่อนเบาท่าทีเพราะจีนและรัสเซียยกมือเล่นด้วยกับสหรัฐในเกมนี้ คิมจองอึนกลับตอบโต้ด้วยภาษาดุดันกว่าเดิม ยืนยันว่ามติที่ออกมาอย่างนี้เป็นการ “ละเมิดอธิปไตย” ของเขา
ถ้อยแถลงด้วยวาทะร้อนแรงของเกาหลีเหนือลามปามไปถึงว่าจะโจมตีสหรัฐฯหากวอชิงตันยังคงเดินหน้าข่มขู่เขา
และนั่นคือที่มาของคำขู่ fire and fury ของทรัมป์
แปลตรงตัวคือ “ไฟและความเกรี้ยวกราด” อันมีความหมายว่าจะใช้แสนยานุภาพทางทหารที่รุนแรงในระดับที่ “โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” เพื่อสั่งสอนเกาหลีเหนือที่ขู่อเมริกา
เรียกได้ว่าต่างคนต่างขู่กันหนักหน่วงยิ่งขึ้น สวนทางกับความคาดหวังว่าเมื่อเกาหลีเหนือถูกโดดเดี่ยวทางการทูตถึงขนาดนี้แล้ว ก็น่าจะต้องแสดงท่าทีที่อ่อนลงบ้างเพื่อไม่ให้ต้องถูกกดดันหนักหน่วงมากไปกว่านี้
แต่ปฏิกิริยาจาก “คิมน้อย” สะท้อนว่าเขาไม่สนใจไยดีที่จะ “ต่อรองเพื่อหาทางลง” แต่อย่างไร
ทำให้ยากต่อการประเมินถึง “สภาพจิต” หรือ “วุฒิภาวะ” ของผู้นำเกาหลีเหนือขณะที่นักวิเคราะห์ทั้งหลายแม้ในอเมริกาเองก็ยอมรับว่ามิอาจจะคาดการณ์ได้ว่าทรัมป์เองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
เพราะทางเลือกสำหรับทรัมป์มีจำกัด...หากเปียงยางไม่ยอมเจรจา ทรัมป์เหลือทางออกเพียงกดดันต่อไปผ่านสหประชาชาติหรือไม่ก็ต้องเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังถึงข้อเสนอที่จะ “ลงมือ” ทางด้านทางทหาร “ตั้งแต่เบาไปหาหนัก” อย่างที่เคยมีการวิเคราะห์กันเอาไว้
แต่จีนและรัสเซียคัดค้านที่สหรัฐฯจะใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหานี้เพราะเสี่ยงที่จะไปยั่วยุให้คิมจองอึนตัดสินใจใช้อาวุธร้ายแรงเพื่อ “ปกป้องตนเองจากการถูกโค่น” ด้วยวิธีการทั้งทางตรงและทางอ้อม
มาถึงนาทีนี้เหมือนโลกยืนอยู่ตรงขอบเหวที่เริ่มใจหายใจคว่ำว่าเกมนี้จะจบลงแบบที่ไม่ก่อให้เกิดศึกสงครามได้อย่างไร
แม้ผมจะยังอยากเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต้องการทำสงครามเพราะมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ไม่มีใครเป็นผู้ชนะได้ แต่โชคร้ายของโลกที่มีคนอย่างทรัมป์และคิมน้อยที่กุมชะตากรรมของโลกอยู่ขณะนี้
พระเจ้าส่งคิมมาเกิดแล้วไฉนจึงให้ทรัมป์มาด้วย!






