วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลิกซื้อสินค้าสหรัฐ วิธีโต้ตอบนโยบายทรัมป์

เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงเรื่องสภาพภูมิอากาศปารีส

 โดยกล่าวว่า“เพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ” ซึ่งการประเมินคำกล่าวของนายทรัมป์ เป็นประเด็นสำคัญในการเข้าในเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งเมื่อเกิดคำถามว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยแค่ไหน และเราจะจัดสรรกันอย่างไรให้แต่ละประเทศสามารถปล่อยก๊าซได้จำนวนเท่าไร โดยประหนึ่งว่าเรากำลังแบ่งเค้กกันให้กับคนกลุ่มต่างๆของโลก

ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เค้กก้อนหนึ่งเปรียบเหมือนเป็นความสามารถในการดูดซับก๊าซที่ถูกปลดปล่อยออกมา โดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรุนแรงต่อสภาพภูมิอากาศของโลก ยิ่งประเทศใดต้องการเค้กก้อนใหญ่ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าประเทศอื่น ดังนั้นนายทรัมป์อ้างว่าทุกประเทศต้องรับผิดชอบเท่าๆ กัน ประหนึ่งว่าต้องแบ่งเค้กในสัดส่วนที่เท่าๆกัน เพื่อแจกจ่ายให้กับทุกประเทศอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ให้สหรัฐน้อยกว่าประเทศอื่น

แต่โลกปัจจุบันแบ่งเป็นประเทศและรัฐต่างๆ ไม่ใช่ใช้หลักของปัจเจกชน ดังนั้นจึงไม่อาจแบ่งสัดส่วนให้แต่ละคนเท่าๆกันได้ ซึ่งจำเป็นต้องยึดหลักของการแบ่งเป็นประเทศ ซึ่งหากพิจารณาโดยหลักของความเท่าเทียมแล้ว ต้องคิดจากสัดส่วนของประชากรของแต่ละประเทศว่าจะมีโควตาสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากใช้หลักการคิดเช่นนี้ก็สามารถตัดสินได้ ว่าอะไรที่เรียกว่าความยุติธรรมในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลักการที่ตกลงกันมานั้นเป็นธรรมกับสหรัฐหรือไม่

ยกตัวอย่างอินเดีย มีประชากร 17% ของประชากรโลก และปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 6% ดังนั้นหากคิดตามหลักความเท่าเทียมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อินเดียก็สามารถปล่อยก๊าซเพิ่มได้อีก 3 เท่า เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วบนโลกนี้ หากประเมินแล้วก็ยังสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นหลักการของสหรัฐที่ใช้วิธีการแบ่งเค้กจึงไม่อาจยอมรับได้ แต่มีอีกด้านในการพิจารณา หากเรามองว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นมลภาวะ ซึ่งประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดก็ควรรับผิดชอบมากที่สุดด้วย

หากพิจารณาในแง่มุมนี้ ก็จะเห็นได้ว่าในช่วงระยะเวลากว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา สหรัฐเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก และยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าประเทศอื่นทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ดังนั้นไม่ว่าจะมองในเรื่องของการแบ่งเค้กเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมหรือมองในมิติของประวัติศาสตร์ที่เป็นต้นตอของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก สหรัฐถือว่าเป็นประเทศที่ต้องมีความรับผิดชอบมากที่สุด

ประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและทำให้สถานะเศรษฐกิจของสหรัฐไม่อาจแข่งขันได้ในตลาดโลก ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องปกป้องตัวเองด้วยมาตรการต่างๆเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการถอนตัวออกจากข้อตกลงถือเป็นหนึ่งในนโยบายของสหรัฐในยุคนี้ ในขณะที่สหภาพยุโรปและจีนยังยึดมั่นต่อข้อตกลงดังกล่าว ในขณะที่สหรัฐถอนตัวออกมา ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้รับผิดชอบใดๆ โดยปล่อยให้เป็นภาระของประเทศอื่น

คำถามสำคัญคือเราจะทำอย่างไร เมื่อสหรัฐไม่สนใจร่วมการลดผลกระทบ จากสภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งวิธีการโต้ตอบในฐานะประชาชนที่ต้องการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน คือ การเลิกซื้อสินค้าที่ผลิตในสหรัฐ โดยพยายามสร้างแรงดันให้กับสหรัฐ เหมือนที่เคยใช้มาตรการนี้กับประเทศอื่นมาแล้วก่อนหน้านั้น วิธีการเช่นนี้อาจเป็นการโต้ตอบกรณีที่ประเทศมหาอำนาจที่ชอบใช้อำนาจตามใจชอบโดยไม่สนใจประชาคมโลก