พรุ่งนี้ 8 มิ.ย.การเมืองสหรัฐเข้าสู่ “ดราม่า” ครั้งสำคัญเพราะอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ โคมี
ที่ถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ปลดจากตำแหน่งจะไปให้การ ต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐ
โดยเจ้าตัวมีเงื่อนไขว่าเขาจะให้การก็ต่อเมื่อต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
ข่าวรั่วออกมาก่อนหน้านี้บอกว่า โคมีเตรียมจะบอกว่าทรัมป์ได้บอกให้เขายุติการสอบสวนของเอฟบีไอ ในประเด็นว่าคนใกล้ชิดของทรัมป์มีความโยงใยที่ไม่ชอบมาพากลกับรัสเซีย
ต่อมาก็มีคำให้สัมภาษณ์ของที่ปรึกษาทำเนียบขาวว่าทรัมป์อาจใช้ “อำนาจพิเศษของประธานาธิบดี” ที่เรียกว่า executive privilege ในการสั่งห้ามโคมีพูดเรื่องนี้
เพราะเขาอ้างได้ว่าเป็นการ “สื่อสารภายใน” ระหว่างประธานาธิบดีกับทีมงาน ซึ่งภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ คนที่เป็นผู้นำมีสิทธิจะห้ามลูกน้องไปเปิดเผยรายละเอียดของการปรึกษางานการได้
แต่กรณีนี้หากทรัมป์ตีความเข้าข้างตัวเองอย่างนั้น และสั่งให้อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอระงับแผน ที่จะไปเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนจริง ก็กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวหนักกว่าที่จะปล่อยให้โคมีพูด
เพราะทรัมป์เองก็ได้ทั้งพูดทั้งส่งข้อความในทวิตเตอร์ ว่าได้คุยอะไรกับโคมีแล้ว ถือว่าไม่ใช่ประเด็น “ความลับทางการ” หรือเป็นการปรึกษาหารืองานการที่เป็นความลับอีกต่อไป
หากทรัมป์ขืนพยายามจะ “ปิดปาก” โคมีด้วยการอ้าง “อำนาจฝ่ายบริหาร” ก็สุ่มเสี่ยงเข้าข่าย “ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” หรือ obstruction of justice ซึ่งภายใต้กฎหมายสหรัฐฯถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง อาจถึงชั้นที่ทรัมป์โดนไต่สวนเพื่อถอดถอนหรือ impeachment ได้ทีเดียว
เพราะหากทรัมป์ทำเช่นนั้นจริง จะเกิดคำถามใหญ่ว่าเขามีอะไรจะปิดบังซ่อนเร้นหรืออย่างไร
ผมจึงเชื่อว่าทรัมป์คงจะไม่กล้าเสี่ยงขนาดนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะ “บ้าระห่ำ” พอที่จะลุยแบบบ้าเลือดเพื่อป้องกันไม่ให้อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอคนนี้ เปิดโปงเรื่องเลวร้ายของตัวเองเกี่ยวกับรัสเซียและบทสนทนาระหว่างกัน
ก่อนหน้านี้มีข่าวรั่วออกมาว่าโคมีได้เขียนบันทึกว่าระหว่างพูดคุยกันวันหนึ่ง ทรัมป์ได้บอกให้เขาระงับการสอบสวนเรื่องรัสเซียด้วยประโยคที่ว่า “Can you let this thing go?”
หากพรุ่งนี้โคมีให้การยืนยันข่าวนี้ ต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาอย่างนี้ ก็จะเสมือนระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่สำหรับทรัมป์
หากทรัมป์ปฏิเสธล่ะ? คณะกรรมาธิการก็อาจจะเชิญทรัมป์ไปให้การด้วย
หากทรัมป์ไม่ยอมไปให้การ ก็อาจจะเจอกับการถูกไต่สวนโดยอัยการพิเศษ ที่เป็นอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไออีกคนหนึ่งที่ชื่อโรเบิร์ท มูลเลอร์ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีช่วยยุติธรรม ในคณะรัฐมนตรีของทรัมป์เองให้สอบสวนเรื่องนี้
มูลเลอร์ได้ชื่อว่าเป็นมือสอบสวนที่เข้มข้น เป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมอ่อนข้อต่ออิทธิพลทางการเมือง
เป็นอีกคนหนึ่งที่ทรัมป์คงจะหวาดหวั่น ว่าจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ไปถึงก้นบึ้งซึ่งก็จะเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองอีกลูกหนึ่ง ที่อาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองลูกใหญ่ให้กับทรัมป์ได้เช่นกัน
พูดง่าย ๆ คือทรัมป์กำลังถูกรุมล้อมด้วยวิกฤตหลายเรื่อง นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมีประเด็นเกาหลีเหนือที่ยังร้อนแรงอยู่
อีกทั้งคำประกาศให้สหรัฐถอนออกจากข้อตกลงปารีส ว่าด้วยการต่อสู้ระดับโลกเรื่องโลกร้อน ก็ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาทั่วโลก เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯในฐานะผู้นำโลก
หรือทรัมป์จะพ่ายศึกในบ้านก่อนที่จะมีโอกาสจะทำสงครามนอกบ้าน... อีกไม่กี่วันความจริงก็จะปรากฏแน่นอน






