วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญญาประดิษฐ์ ปัญญามนุษย์

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในยุค 4.0 โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

 (Artificial Intelligence) แม้จะเป็นเรื่องดี มีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจเจริญรุดหน้าจากนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้น ทว่าสิ่งที่ “ผู้คนทั่วโลก” กังวลตามมา คือ เอไอเหล่านี้ กำลังรุกคืบเข้ามาแย่งงาน“มนุษย์” มากขึ้นเรื่อยๆจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านฐานะ และรายได้ สำหรับมนุษย์พันธุ์ที่ปรับตัวไม่ทัน  

ในต่างประเทศ ปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้ง เมื่อหุ่นยนต์ที่แต่เดิมเข้าไปแทนที่มนุษย์ในภาคการผลิต เป็น“แขนกล”ในสายพานการผลิตรถยนต์ หรือ การประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น แต่พักหลังหุ่นยนต์เริ่มเข้าไปทำหน้าที่มากกว่านั้น โดยเข้ามาแทนที่มนุษย์ในธุรกิจบริการ ที่มีเรื่องของอารมณ์-ความรู้สึก เข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ หุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมเป็นผู้ช่วยพยาบาลผู้สูงวัย หุ่นยนต์พนักงานขาย เป็นต้น

ล่าสุด บริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอน วัลเลย์ กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเอไอมาใช้ใน “อุตสาหกรรมการแพทย์” มากขึ้น ตามข่าวระบุว่า หากทำได้จะถือเป็นการปฏิบัติวงการแพทย์ในสหรัฐ ที่มีมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์ โดยจะพัฒนาเอไอขึ้นมา“ตรวจโรค”ที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของการคิดค้น แต่ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก“บุคลากรทางการแพทย์” บ้างก็ว่าเป็นความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ เป็นไปไม่ได้ที่เอไอจะฉลาดกว่ามนุษย์ในการตรวจโรคที่ซับซ้อน โดยความเห็นต่างๆนานาเหล่านี้ อาจจะมีส่วนผสมของการ “ปกป้องวิชาชีพเฉพาะ” เพราะไม่ต้องการให้หุ่นยนต์เข้ามารุกล้ำพื้นที่ หรือเป็น “ฮีโร่” ไปเสียหมดทุกเรื่อง แม้หุ่นยนต์จะมีส่วนช่วยลดภาระของแพทย์ ให้มีเวลาดูแลคนไข้รายอื่นๆมากขึ้น ก็ตาม 

ขณะที่รายงานของ PwC เมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เผยว่า เอไอ และหุ่นยนต์จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจบริการสุขภาพในระยะข้างหน้า แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถเข้ามารักษาโรคแทนที่แพทย์ที่เป็นมนุษย์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การตอบรับ กับการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและการเข้าถึงบริการที่ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น

รายงานชี้ว่า ประชากรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ พร้อมในการใช้เอไอและหุ่นยนต์ทางการแพทย์ มากกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ส่วนใหญ่ยังยินดีให้หุ่นยนต์ทำการผ่าตัดเล็ก ส่วนการใช้เอไอและหุ่นยนต์ในการดูแลสุขภาพในไทยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะใช้เงินลงทุนสูง และระบบจัดการฐานข้อมูลยังไม่พร้อม รวมทั้งต้องปรับทัศนคติของแพทย์และสถานพยาบาล

ขณะที่ข่าวใหญ่ในวงการแพทย์บ้านเรา เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพ.ค. แสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์ของไทย เมื่อโรงพยาบาลรามาธิบดี ประสบความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดสมองป่วยโรคเนื้องอกในสมองที่มีขนาดเส้นผ่าตัดศูนย์กลางเล็กกว่า 3 เซนติเมตร และมีความจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อออกมา จึงได้นำหุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัดสมอง เพื่อกำหนดจุดเป้าหมายขนาดเล็กในสมองที่ต้องการผ่าตัด จนสามารถผ่าตัดคนไข้ได้สำเร็จเป็นรายแรกของเอเชีย

ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอไอ สามารถ“อยู่ร่วมกันได้” อย่างเป็นมิตรกับมนุษย์ สร้างผลประโยชน์ร่วมแบบชนะทั้งคู่ (win win) อย่างการใช้หุ่นยนต์เป็นผู้ช่วยแพทย์ในการผ่าตัดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลรามาฯ ที่สะท้อนว่า สุดท้ายแล้ว “ปัญญาประดิษฐ์” ก็ไม่อาจมีอำนาจเหนือ “ปัญญามนุษย์”ผู้ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง