สนับสนุนเรื่องการลงทะเบียนคนจนมานานแล้ว เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด
รัฐต้องช่วยคนยากจน ถ้ารัฐไม่ช่วย ความยากจนก็จะทำให้สังคมมีปัญหา อย่างน้อยถ้าเขามีเงินได้สนับสนุนพอเพียงที่จะดำรงชีวิตในสังคมได้ ภาระสังคมก็จะลดลง ปัญหาสังคมก็จะเกิดขึ้นน้อยลง นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
จากจำนวนประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่รัฐกำหนดเอาเส้นแบ่งแห่งความยากจนที่รายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี คาดว่าจะมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 14 ล้านคนจากประชากร 65 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในห้าของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งนับว่าไม่น้อยเลย
คำถามต่อไปก็คือ รัฐจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาเหล่านั้นเป็นคนที่มีคุณภาพ ลืมตาอ้าปาก มีรายได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าเส้นแบ่งแห่งความยากจน รัฐคงต้องวางแผนหลายแผนที่อาจมีความแตกต่างกัน คงไม่เหมารวมแบบตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ เพราะนั่นก็จะเป็นบ่อเกิดโครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำซ้ำรอยเดิม
มีข้อเสนอกว้างๆที่อยากให้รัฐพิจารณาว่าควรจะทำอะไรบ้างเพื่อยกระดับผู้มีรายได้น้อยให้เป็นคนที่มีคุณภาพ
หนึ่ง... รัฐจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำมาหากินของแต่ละคนว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการประเมินที่ใช้เป็นพื้นฐาน
สอง... รัฐต้องพิจารณาต่อยอดการทำมาหากิน การฝึกอบรม สร้างงาน เพื่อให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาศักยภาพของเขาเอง
สาม... รัฐจะต้องดูแลเรื่องสุขภาพอนามัย เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีอยู่สามารถช่วยให้เขาเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่รัฐจัดให้ นอกจากนั้นรัฐต้องเข้าไปดูแลสภาวะแวดล้อม การป้องกันรักษา การออกกำลัง รวมทั้งงานเวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อให้ลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิตของพวกเขา
สี่... เมื่อรัฐได้ดำเนินการในสามข้อข้างต้นแล้ว รัฐต้องมีการประเมินและติดตามผลว่าเขามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างไร ไม่ควรทำแค่ครั้งแรกที่ลงทะเบียน แต่ต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ จนกว่าเขาจะพ้นความยากจนและช่วยตัวเองได้ในที่สุด
ห้า... รัฐต้องดำเนินการให้ทุกคนเข้าระบบภาษี ทุกคนต้องยื่นแบบภาษี แม้ว่าจะมีรายได้ไม่ถึงที่จะเสียภาษี เพราะการยื่นแบบจะช่วยให้ตรวจสอบสุขภาพทางการเงินได้อีกทางหนึ่ง และเมื่อวันใดที่เขามีรายได้ถึงขั้นที่ต้องเสียภาษี รัฐก็สามารถเรียกเก็บภาษีได้ทันที เท่ากับเป็นการขยายฐานภาษีไปในตัว ซึ่งในที่สุดแล้วทุกคนที่เป็นคนไทยจะยื่นแบบภาษีทั้งหมด
การพัฒนาบุคคลากรของประเทศเป็นการลงทุนระยะยาว รัฐต้องติดตามใกล้ชิด คนถือเป็นทรัพยากรของประเทศที่สำคัญที่สุด ถ้าเรามีคนที่มีคุณภาพก็เท่ากับเรามีทรัพยากรเพิ่มขึ้น และทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าเหล่านี้จะช่วยต่อยอดพัฒนาประเทศของเราให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพิ่มพูนผลิตภาพ ประสิทธิภาพประสิทธิผลของประเทศในระยะยาว
หวังว่าเราจะไม่กลับไปใช้นโยบายประชานิยมประเภทตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ เหมารวมโดยไม่แยกแยะ
เพราะนโยบายเหล่านี้ไม่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับประเทศ นอกจากมอมเมาให้ประชาชนเสพติด และใช้เป็นตัวประกันทุกครั้งที่มีการต่อสู้ทางการเมือง









