ชัยชนะอย่างท่วมท้น(สองในสาม)ของ Macron ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ทำให้ต้องตั้งคำถามสำคัญว่ามันหมายถึงอะไร
ในประเด็นที่เกี่ยวกับสหภาพยุโรปและอียูซึ่งจริงๆ มีนัยยะสำคัญต่อโลกไม่ใช่เฉพาะต่อฝรั่งเศส คนฝรั่งเศสก็เบื่อหน่ายกับผู้นำของตนเองมาพอสมควรที่สัญญาอะไรไว้แล้วทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นไม่ได้ ผ่านมาหลายคนแล้วคนฝรั่งเศสและนักการเมืองก็รู้ดีว่าปฎิรูปประเทศนี้แก้ปัญหาให้ถึงรากเหง้าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะผลประโยชน์มันฝังอยู่ในระบบมายาวนานโดยเฉพาะในภาครัฐ
เป็นไปได้ใช่ไหมว่าวาระสำคัญที่คนเลือก Macron ครั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่กลัวความเสี่ยงและความไม่แน่นอนถ้า Le Pen ชนะและฝรั่งเศสในที่สุดถอนตัวจากยูโรซึ่งคนฝรั่งเศสก็คงจะรู้สึกขนลุกและนึกถึงคำพูดของผู้นำเยอรมัน Merkel ที่ว่าถ้ายูโรล่มสลายยุโรปก็ล่มสลาย
หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า ความไม่ชอบอียู (Euroscepticism) หรือการรวมตัวของยุโรปซึ่งย้อนไปในอดีตหลายสิบปีก่อนหน้าซึ่งเป็นปรากฏการณ์เล็กๆขนาดย่อยๆไม่เคยเป็นการเคลื่อนไหวจนเป็นกระแสหลัก มีพลังทางสังคมและการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นใน 4-5 ปีที่ผ่านมาในหลายประเทศ ในปีสองปีที่ผ่านมาตั้งแต่ Brexit และชัยชนะของทรัมป์กระแสหนึ่งเชื่อว่าการเมืองโลกจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เริ่มจากการล่มสลายของเงินสกุลยูโรตามมาด้วยสหภาพยุโรป
ณ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากดูจะเป็นหนังคนละม้วนที่คิดๆกันมาแม้จะมีมูลแต่ในความเป็นจริงและเบื้องลึกดูไร้สาระ กระแสขวาจัดและไม่เอาอียูนั้นมีอยู่จริงในหลายประเทศแต่ไม่เคยมีพลังมากพอที่จะได้เป็นรัฐบาลแม้กระทั่งในอิตาลี ในที่สุดการเมืองกระแสหลักก็ยังต้องการอยู่กับระบบยุโรป เห็นได้จากการเลือกตั้งในออสเตรียและเนเธอแลนด์เป็นต้น
ในกรณีของอังกฤษ Brexit เป็นอะไรที่พิเศษเป็นข้อยกเว้นเพราะคนอังกฤษไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรป คิดเสมอว่ามีอะไรเป็นของตนเองเป็นประเทศพิเศษหรือ British Exceptionalism และเมื่ออังกฤษไม่ใช้เงินยูโรก็ขาดการมีอัตลักษณ์ร่วมบางอย่างทั้งความรู้สึก การมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงวัฒนธรรมกับคนยุโรปอื่นๆ
อียูไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ super state แม้จะมีความชอบธรรมหรือ legitimacy แต่ก็มีความเปราะบางเพราะความจงรักภัคดีที่มีต่ออำนาจทางการเมืองหรือความรู้สึกร่วมของคนยุโรปที่มีต่ออียูคงไม่เหมือนกับที่มีต่อความเป็นรัฐชาติของตนเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าการทำโพลเพื่อถามชาวยุโรปว่าคิดยังไง เห็นประโยชน์ ชอบหรือไม่ชอบอียู การมีอยู่ของเงินสกุลยูโรจึงค่อนข้างแปรปรวนขึ้นๆลงๆได้เสมอ
แน่นอนว่าถ้าถามคนยุโรปในช่วงทศวรรษ90 เมื่อยุโรปและทุนนิยมโลกจะเริ่มมีปัญหามากขึ้นเราจะเห็น Eurosceptics เริ่มมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุค 60 และ 70 เมื่อทุนนิยมยุโรปเป็นยุคทองทุกอย่างดูดีไปหมด แน่นอนว่าโพลที่ทำขึ้นหลังวิกฤติเงินยูโรโดยเฉพาะในช่วงปี 2011-2013 การแก้ปัญหาของไอร์แลนด์และยุโรปใต้เช่นกรีก สปน โปรตุเกต อิตาลี ยังไม่จบกลไกการจัดการระดับสถาบันยังไม่ลงตัวตลาดเงินยังไม่นิ่งช่วงนี้แหละน่าจะเป็นช่วงต่ำสุดของอียู
ชัยชนะทางการเมืองของกระแสหลักเช่น Macron ที่เชียร์และยังต้องการอยู่กับอียูและยูโรยังเหนียวแน่นซึ่งอาจจะรวมถึงชัยชนะของ Merkel ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ได้เช่นกันนั้นลึกๆแล้ว Macron ก็เป็นหนี้โดยเฉพาะ Merkel รวมทั้งตัวแทนของระบบทั้งในแง่สถาบันคือ ECB (European Central Bank) ซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นหัวใจสำคัญในการดำรงอยู่ของยูโรมาจนทุกวันนี้ตั้งแต่การช่วยกรีซจนในที่สุดกรีซไม่ต้องออกจากยูโรรวมทั้งประเทศยุโรปใต้อื่นๆซึ่งก็มีอาการหนักๆทั้งนั้น
อังกฤษอาจจะเลือกที่จะออกจากอียูแม้จะไม่ท่วมท้นแต่คนยุโรปที่มีความหลากหลายทั้งทางภาษาและวัฒนธรรมก็มารวมตัวกันเป็นเวลาค่อนข้างยาวนานแล้ว ณ วันนี้แม้สหภาพยุโรปหรือโดยเฉพาะยูโรเกือบสองทศวรรษมีทั้งผู้ได้มากกว่าเสียหรือเป็นผู้ชนะโดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจมีผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองแพ้หรือเสียเปรียบเช่นกรีซหรืออิตาลีจะโทษตัวเอง รัฐบาลของตัวเอง หรือจะโทษสกุลเงินยูโรก็คงโทษได้หรือคิดได้ คนส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่าการมีเงินสกุลยูโรในทางเศรษฐกิจยังไม่ประสบความสำเร็จไม่ดีเท่าที่ควรโดยเฉพาะช่วงว่างระหว่างประเทศทางเหนือกับทางใต้มันห่างขึ้นคือมันไม่เกิด convergence นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคิดว่ามันล้มเหลวก็ได้ไม่ว่าจะมองจากด้านใด
แต่ผู้เขียนเองก็ยังแปลกใจว่าการที่อียู(รวมช่วงที่เป็นตลาดร่วมหรือประชาคมเศรษฐกิจยุโรป)อยู่มาได้เกือบ 70 ปี มันต้องบอกอะไรถึงความเป็นตัวตนทางการเมืองที่คนยุโรปให้ความพอใจในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับการที่แต่ละรัฐชาติต่างคนต่างทำไม่ต้องมารวมตัวกันเช่นเป็น ตลาดเดียว(single market)หรือเงินสกุลเดียว หรือถ้ารู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อยยังไม่แน่ใจมองไม่เห็นทางเลือกอื่น จริงๆแล้วคนจำนวนมากคงคิดว่าความเป็นอยู่และชีวิตของเขาโดยนัยยะสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นหรือการมีอยู่ของอียูและ/หรือยูโรแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนและสถาบันและรัฐของประเทศของเขาหรือของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ
ในหนังสือของ Stiglitz ชื่อ The EURO เขาอ้างข้อมูลจากโพลในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่ปัญหายุโรปหรือยูโรยังไม่นิ่งพบว่า 65% ของคนเยอรมันคิดว่าตัวเองน่าจะดีขึ้นถ้าไม่ร่วมกับเงินสกุลยูโร เช่นเดียวกันเงินสกุลยูโรเกิดขึ้นจากสนธิสัญญา Maastrict ก่อนหน้า คนฝรั่งเศส 64% ให้ความเห็นในโพลว่าถ้าตนเองมีโอกาสทำประชามติคงไม่ร่วมเข้าใช้เงินสกุลยูโร อย่างไรก็ตามชัยชนะของ Macron น่าจะเป็นเครื่องชี้ว่าคนฝรั่งเศสวันนี้คงไม่ต้องการจะออกจากยูโร มันอาจจะเป็นอะไรที่เสี่ยงและยุ่งยากมีผลไม่ดีตามมา เราต้องไม่ลืมเช่นกันว่าตอนที่ฝ่ายซ้ายในกรีซชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลยื่นคำขาดขอเลิกนโยบายที่เจ้าหนี้บีบให้ชาวกรีซรัดเข็มขัดใช้ชีวิตแร้นแค้นไม่งั้นก็จะออกจากยูโร
รัฐมนตรีคลังเยอรมันท้าให้ออก Merkel ก็ไม่แคร์ ในที่สุดคนกรีกก็ไม่กล้าออก อิตาลีก็เหมือนกัน ทุกวันนี้คนอิตาลียอมรับตัวเองเมื่อทำโพลเรื่องความสุขยอมรับว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุข ประเทศติดอันดับท้ายสุดของยุโรปเทียบไม่ได้เลยกับพวกยุโรปเหนือโดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวียร์ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะถึงแม้ระบบครอบครัวของอิตาลีจะมั่นคงแข็งแรงแต่คนยากจนลง คนตกงาน ความสามารถทางการแข่งขันและผลิตภาพตกต่ำ ระบบการเงินและรัฐอ่อนแอ
เศรษฐกิจยุโรปก่อนเกิดวิกฤตเงินยูโรโดยรวมก็ยังขาดพลัง ตอนแรกๆนักการเมืองก็ให้ความหวังว่าการมีตลาดร่วมและ
เงินสกุลเดียวจะเปลี่ยนโฉมยุโรปจะ “เป็นยุโรปใหม่” ที่เต็มไปด้วยความมีประสิทธิภาพ มีนวัตกรรมใหม่ๆ มีการปฎิรูปทำให้ตลาดทำงานได้ดีขึ้น ขีดความสามารถสูงขึ้น มีการปฏิรูปรัฐและสวัสดิการให้สมจริงรองรับกับการแข่งขันของโลก เป้าหมายที่ตั้งไว้ยังอยู่อีกห่างไกล
กรณีของฝรั่งเศส Macron จะเจอสภาพเข็นครกขึ้นภูเขาแน่ๆแต่เขาไม่มีทางเลือกคือต้องทำ
ยังไงๆในกรณีของคนฝรั่งเศสจะดีจะชั่วฝรั่งเศสรับสหภาพยุโรปได้เพราะฝรั่งเศสอยู่กับสันติภาพมา 70 ปียังมีความทรงจำจากการทำสงครามใหญ่สามครั้งกับเยอรมันคือตั้งแต่ ค.ศ.1870 (Franco-prussian war) สงครามโลกครั้งที่ 1
และครั้งที่ 2 “ยุโรปใหม่คือยุโรปแห่งสันติภาพ”









