วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คิดถึงผู้มีทุนทางสังคมสูง

เมื่อต้นสัปดาห์นี้มีรายงานเรื่องมหาเศรษฐีชาวนอร์เวย์ บริจาคเงินสร้างเรือเพื่อวิจัยความเป็นไปในทะเล

 สื่อมิได้รายงานว่าเขาบริจาคเงินเท่าไร แต่คงเป็นก้อนใหญ่เนื่องจากเรือลำนั้นต้องใช้ลูกเรือ 30 คนและเป็นสถานีทดลองพร้อมห้องวิจัยให้นักวิจัยถึง 60 คน เป้าหมายของการวิจัยได้แก่ ปฏิกูลพลาสติกในทะเลซึ่งผู้บริจาคมองว่าเป็นปัญหาสาหัสมาก นอกจากการวิจัยแล้ว เรือลำนั้นยังสามารถเก็บพลาสติกมาหลอมละลายได้วันละ 5 ตันอีกด้วย

รายงานอ้างว่ามหาเศรษฐีคนนั้นเริ่มเดินตามบิล เกตส์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เพราะต้องการส่งคืนทรัพย์สินสู่สังคม แต่มิได้ให้ข้อมูลว่าเขาตั้งใจจะบริจาคเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ นอกจากอ้างถึงในแนวยกย่องว่า บิล เกตส์จะบริจาคร้อยละ 95 ของทรัพย์สินในขณะที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จะบริจาคร้อยละ 99 เพื่อช่วยเหลือสังคม

รายงานมิได้บ่งว่ามหาเศรษฐีชาวนอร์เวย์จะเข้าร่วมโครงการบริจาคทรัพย์สินที่บิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ร่วมกันก่อตั้งขึ้นหรือไม่ คอลัมน์นี้เคยอ้างถึงแล้วว่า สองมหาเศรษฐีนั้นได้ชักชวนมหาเศรษฐีด้วยกันให้ลงนามในคำมั่นสัญญาบริจาคอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และข้อมูลมีอยู่ในเว็บไซต์ https://givingpledge.org มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเป็นมหาเศรษฐีที่อายุยังน้อยเมื่อเทียบกับอีก 157 คนที่ร่วมลงนามแล้ว การได้รับการอ้างถึงแบบยกย่องมองได้ว่า มหาเศรษฐีเหล่านั้นได้รับทุนทางสังคมเสริมทุนทางเศรษฐกิจกองมหึมาที่พวกเขาต่างสร้างขึ้น

สังคมฝรั่งไม่ต่างกับสังคมไทยในด้านการยกย่องผู้บริจาคทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือให้คืนแก่สังคม อย่างไรก็ดี การบริจาคของมหาเศรษฐีที่อ้างถึงดูจะต่างกับของคนไทยอยู่บ้างในบางแง่ อาทิเช่น ยังไม่มีรายงานว่ามหาเศรษฐีไทยได้บริจาคมาก ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมเช่นพวกเขาและให้คำมั่นสัญญา ว่าจะบริจาคในสัดส่วนสูงมากจากครึ่งหนึ่งจนถึงร้อยละ 99 ของทรัพย์สิน นอกจากนั้น การบริจาคของมหาเศรษฐี 4 คนที่อ้างถึงไม่มีการบริจาคให้พระ หรือวัดเพื่อสร้างถาวรวัตถุทางศาสนาไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไรในขณะที่คนไทยมักนิยมบริจาคให้พระและวัดมากกว่าเพื่อช่วยเหลือสังคม คนไทยนิยมบริจาคให้พระและวัดเพราะเชื่อว่าได้บุญซึ่งจะอุ้มชูตนไปสู่สวรรค์ หรือไม่ก็ภพหน้าที่จะร่ำรวยและสุขสบายกว่าในภพปัจจุบัน ทั้งที่การบริจาคด้วยความเชื่อเช่นนั้นเป็นเสมือนการซื้อบุญซึ่งผิด แต่พระส่วนใหญ่ก็ยังมักชักชวนให้ทำ

คนไทยส่วนใหญ่ทำตามคำชักชวน หรือชี้แนะของพระเพราะพระมีทุนทางสังคมสูงมาก จากการที่คนทั่วไปให้ความเคารพเพราะความเป็นพระ จึงเป็นที่น่าเสียดายเมื่อพระไม่พยายามยับยั้งความเชื่อผิด ๆ ตรงข้าม มักตอกย้ำความเชื่อนั้นให้ฝังลึกลงไปอีก สังคมไทยซึ่งมีทุนทางเศรษฐกิจน้อยกว่าของสังคมของฝรั่งที่อ้างถึงอยู่แล้ว การบริจาคเช่นนั้นจึงทำให้มีทรัพย์สินเหลือเพื่อช่วยสังคมน้อยลงไปอีกทอดหนึ่ง

อันที่จริงผู้มีทุนทางสังคมสูงเป็นเบื้องต้นเช่นพระน่าจะมีบทบาทสูงกว่าในปัจจุบันเกี่ยวกับการช่วยกันพัฒนาสังคม ในสังคมไทย มองได้ว่าผู้มีทุนทางสังคมสูงเป็นเบื้องต้นเพราะมีคนเคารพนับถือ หรือคอยติดตามว่าทำอะไรและอยากทำตามมีอยู่ 5 กลุ่มด้วยกัน นั่นคือ เศรษฐี พระ หมอ ครูและผู้เป็นดาราในสาขาต่าง ๆ บุคคลใน 5 กลุ่มนี้มองได้ว่าโชคดีกว่าคนทั่วไปได้แก่ เศรษฐีในด้านการมีทรัพย์สิน พระในด้านการมีผ้าเหลืองเป็นบารมี หมอในด้านการมีความปราดเปรื่องเบื้องต้นมาตั้งแต่เกิด ครูในด้านการมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และดาราในด้านการมีหน้าตาดีพร้อมพรสวรรค์ในการแสดง

มหาเศรษฐี 4 คนที่อ้างถึงส่งคืนทรัพย์สินให้สังคมเพราะต่างอ้างว่าตนโชคดีที่มีทรัพย์สินมากกว่าผู้อื่น จากมุมมองนี้ เศรษฐีไทยน่าจะให้คืนแก่สังคมทั้งทรัพย์สินและทุนทางสังคมที่ตนมีมากกว่าคนทั่วไป ส่วนพระ หมอ ครูและดาราก็น่าจะให้คืนทุนทางสังคมเช่นกัน การให้คืนทำได้หลายวิธีเริ่มด้วยการเป็นต้นแบบที่ดี ตามด้วยการทำหน้าที่อย่างทุ่มเทและจบด้วยการอาสาช่วยสังคม