วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกกลั้นใจกับเลือกตั้งฝรั่งเศส

ชาวโลกใจจดใจจ่อกับการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นอย่างมาก

 เพราะตระหนักดีว่าผลที่ออกมา อาจหมายถึงการแตกสลายของ EU ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโลกเป็นอย่างมาก ถ้าจะว่ากันตรง ๆ ก็คือกลัวว่าผู้สมัครคนหนึ่งจะชนะเลือกตั้งมากกว่ากลัวว่าคนที่ตนเชียร์จะแพ้ ผู้เขียนจะพยายามเขียนถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ ในแนวที่ไม่ซ้ำนักกับที่ได้ยินกันอยู่ในสื่อไทยขณะนี้

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสนั้น คนจะได้เป็นต้องได้คะแนนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาลงคะแนน ถ้ารอบแรกไม่มีใครได้ถึง ก็เอา 2 คนแรกที่ได้คะแนนสูงสุดมาตัดเชือกกันในยกสอง ซึ่งต้องไม่ห่างจากรอบแรกเกินกว่า 15 วัน

ในรอบแรกเมื่อ 23 เมษายนที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าใน 11 คนที่ลงสมัคร มี 5 คน ที่ได้คะแนนมากพอจะเอามาพูดกัน

คนได้สูงสุดคือ Emmanuel Macron จาก พรรค EN (En Marche)ได้ 24.01% คนที่สองคือ Marine Le Pen จาก พรรค FN (National Front) ได้ 21.3% คนที่สามคือ FrancoisFillon จาก พรรค LR (The Republicans)ได้ 20.01% คนที่สี่คือ Jean-Luc Mélenchon จากพรรค FI (La France insoumise) ได้ 19.58% และคนที่ห้าคือ Benoît Hamon จาก พรรคSocialist ได้ 6.36%

เมื่อผลเป็นเช่นนี้คนที่ได้เข้าไปชิงชัยรอบสองก็คือ Macron กับ Le Pen คนที่คนฝรั่งเศสและชาว EU จำนวนมากกลัวว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีก็คือ Le Pen สาวใหญ่วัย 49 ปี ลูกสาวคนสุดท้องของคนก่อตั้งพรรค NF ผู้แสนอื้อฉาว ลงสมัครแข่งเป็นประธานาธิบดีหลายครั้งหลายหนแต่ไม่เคยใกล้ความจริงเลย

​ ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นไปตามโพลอย่างแม่นยำก็คือ Macron หนุ่มอายุไม่ถึง 40 ปีดี ผู้ซึ่งเป็นประเด็นในสื่อไทยอย่างมากในเรื่องที่มีภรรยาอายุมากกว่าเขาถึง 24 ปี โดยเขาพบเธอตอนอายุ 15 ปี โดยเธอเป็นครูสอนวิชาการละคร และเป็นแฟนอยู่กินกันเมื่อเขามีอายุได้ 18 ปี เขาแต่งงานกับเธอเมื่อตอนเขามีอายุ 30 ปีโดยเธอมีลูกติดมา 3 คน ปัจจุบันเธออายุ 63 ปีในขณะที่เขามีอายุใกล้ 40 ปี

เมื่อพูดถึงเรื่องครอบครัวแล้ว Le Penผู้น่ากลัวก็โลดโผนไม่น้อย เธอแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 4-5 ปี โดยมีลูกกับสามีคนแรก 3 คน ปัจจุบันเธออยู่กินกับคนที่สามโดยมิได้แต่งงานมา 7 ปี คนนี้เป็นเลขาธิการพรรค FN ที่เธอเป็นหัวหน้าพรรค

Macron ซึ่งเป็นตัวเก็งประธานาธิบดีเพราะโพลระบุว่าเขาจะชนะ Le Pen ประมาณ 62% กับ 38% ไม่เคยลงเลือกตั้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว ประสบการณ์ที่เขามีคือเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดี Hollande และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวง Economy, Industry และ Digital Affairs ซึ่งเป็นอยู่ 2 ปี ก่อนออกมาตั้งพรรค EM เมื่อกลางปี 2016 ว่ากันว่าที่เขาสามารถมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะภรรยาของเขาเป็นกุนซือสำคัญ

Macron มีพ่อเป็นหมอและมีแม่เป็นศาสตราจารย์ทางประสาทวิทยา เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านปรัชญา และเรียนต่อจนจบปริญญาชั้นสูงที่เรียกว่าDEA(เกือบถึงระดับปริญญาเอก เพียงแต่ไม่มีการเขียนวิทยานิพนธ์ตรงกับที่เรียกกันว่า ABD หรือ All But Dissertationในสหรัฐอเมริกา) ต่อมาจบปริญญาโทด้าน Public AffairsจากSciences Po (Paris Institute of Political Studies) อันมีชื่อเสียงเพราะประธานาธิบดีและคนใหญ่คนโตหลายคนจบจากสถาบันอันเก่าแก่นี้ และเรียนต่อที่ École nationale d'administration(ENA)

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีทุกสเกลของการเมืองให้เลือกHamonนั้นซ้ายสุดเกือบถึงคอมมูนิสต์ ถัดมาซ้ายจัดคือ Mélenchon ส่วนขวาของตรงกลาง (center-right) คือ Fillon และขวา ตกขอบ คือLe Pen ตรงกลางมีที่ว่างและคนที่พยายามเข้าไปสวมก็คือ Macron

เหตุที่ผู้คนกลัว Le Pen ก็เพราะพรรคเธอนั้นต่อต้านยิว ต่อต้านคนอพยพ โดยเฉพาะมุสลิม ต่อต้านการค้าเสรี ต่อต้านการแต่งงานของรักร่วมเพศ เห็นด้วยกับโครงการประหารชีวิต ไม่เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ต่อต้านEU และที่สำคัญที่สุดเธอบอกว่าถ้าชนะจะต่อรองกับ EU ให้ได้สถานะของฝรั่งเศสที่ดีกว่าเก่า ถ้าไม่ได้ก็จะให้มีการลงประชามติว่าจะออกจาก EU หรือไม่

ข้อหลังนี้แหละที่ชาวEUหวาดกลัวเพราะฝรั่งเศสเป็นหัวหอกในการก่อตั้งEU ถ้าออกไปเหมือนอังกฤษ (คนอังกฤษจำนวนมากกำลังรู้สึกเสียดายที่ได้มติ Brexit มา) ก็พอจะเห็นอนาคตของ EU ได้เพราะจะมีอีกหลายประเทศที่เลียนแบบอย่างแน่นอน

ความคิดของ Le Pen นั้นคล้ายคลึงกับTrumpมาก Trump ก็โทรไปเชียร์เธอและประกาศให้โลกรู้ (เธอเลยไม่มาอันดับ 1) ส่วน Obama นั้นก็ทำเช่นเดียวกันโดยโทรไปให้กำลังใจ Macron

สื่อต่างประเทศบอกว่าในการโหวตรอบแรกนั้น คนฝรั่งเศสมักลงคะแนนโดยใช้หัวใจและในการลงคะแนนรอบสองจึงใช้สมอง ในการลงคะแนนวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ก็จะชี้ชะตาว่าโลกจะเดินไปในทิศทางใด ในรอบแรกก็เห็นแล้วว่าฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสพ่ายแพ้ล้มลุกคุกคลาน ขนาดประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ Francois Hollande สังกัดพรรคสังคมนิยมแต่ Harmon ผู้สมัครพรรคเดียวกันได้คะแนนเพียงร้อยละ 6.36% เท่านั้น Macron ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคนี้รีบตีตนออกห่างโดยไปตั้งพรรคตนเอง ในขณะที่สองผู้สมัครเอียงขวาคือ Fillon กับ Le Pen ได้คะแนนรวมกันกว่า 40%

Le Pen เป็นผู้สมัครที่มีคนนิยมไม่น้อย การพลาดจากอันดับหนึ่ง ทำให้โอกาสของเธอในยกสองลดลงมาก เธอเป็นนักการเมืองมากว่า 10 ปี ในปี 2012 เธอเคยลงแข่งประธานาธิบดี ด้วยซ้ำแต่มาเป็นที่ 3 จึงสอบตกยกแรก

Le Pen เรียนจบกฎหมาย และได้ปริญญา DEA เช่นเดียวกับ Macron มีประสบการณ์การเมืองโชกโชน เป็นหญิงเก่งที่ดังจากความคิดขวาสุดโต่ง ซึ่งสอดรับกับความคิดของคนฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยที่ไม่สบอารมณ์กับการเป็นสมาชิก EU ไม่พอใจกับสถานการณ์ว่างงานที่สูงถึงกว่า 10% โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวนั้นขึ้นไปสูงถึง 20-25%

ล่าสุดหลังการเลือกตั้งรอบแรกเธอประกาศพักมือจากการเป็นหัวหน้าพรรค FN เพราะอยากเป็นประธานาธิบดีของคนทั้งประเทศ เพื่อหนีแบรนด์ขวาจัดของ FN ในการต่อต้านหลายสิ่งหลายอย่าง นอกจากนี้เธอก็ได้ขับพ่อเธอออกไปจากพรรค FN ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาด้วย (ไม่แน่ใจว่ารู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่) เพื่อลบความเป็นขวาสุดโต่งของเธอ

ถ้าโพลฝรั่งเศสแม่นยำเหมือนที่เชื่อกัน เราคงเห็น Macro ชนะอย่างขาดลอย ชาวโลกก็คงถอนหายใจไปได้อีกเฮือกหนึ่ง แต่ถ้า Le Pen แหกโผมา เราคงได้เห็น Lady Trump ผงาด และคงดูกันไม่จืดไปอีกนาน