วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปกป้องผลประโยชน์ชาติ

อีกไม่เกิน 3 เดือนข้างหน้าคงทราบผลการพิจารณา ของเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์

และผู้แทนการค้าของสหรัฐว่า จะมีการกล่าวหา “ไทย” เกินดุลการค้ากับ “สหรัฐ” โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ผลการพิจารณาดังกล่าว สืบเนื่องจากคำสั่งของ ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐ ที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐไปหาสาเหตุการขาดดุลการค้าที่มีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ กับ 16 ประเทศ โดยมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

แต่ก่อนจะไปลุ้นผลการพิจารณาดังกล่าวในอีก 90 วันข้างหน้า เราคงต้องนั่งลุ้นการพิจารณาของกระทรวงการคลังสหรัฐก่อนว่า จะจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ “บิดเบือนค่าเงิน” (Currency manipulation) เพื่อหวังผลทางการค้าหรือไม่ โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐจะออกรายงานเรื่องดังกล่าว ในช่วงครึ่งหลังของเดือนเม.ย.นี้

กฎเกณฑ์ที่ทางการสหรัฐใช้วัดว่า ประเทศใดบ้างที่เข้าข่ายบิดเบือนค่าเงิน จะดูจาก 3 ข้อหลัก คือ 1. มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ 2. เป็นประเทศที่มียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 3% ของจีดีพี และ 3. ธนาคารกลางของประเทศนั้นเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศมากกว่า 2% ของจีดีพี

ถ้าวัดจากเกณฑ์นี้ ดูเหมือนประเทศไทยจะเข้าข่าย 2 ใน 3 ข้อ โดยปีที่ผ่านมาเรามียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 11% ของจีดีพี ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศช่วง 1 ปีเศษ เพิ่มขึ้นราว 5-7% ของจีดีพี เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มเฝ้าจับตา (Monitoring list) ของรัฐบาลสหรัฐแล้ว ในขณะที่ดุลการค้าไทยเกินดุลกับสหรัฐราว 1.9 หมื่นล้าน เฉียดเกณฑ์ของสหรัฐเพียงนิดเดียว

อย่างไรก็ตาม “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้ความเห็นกับสำนักข่าวต่างประเทศในเรื่องนี้ว่า ไทยไม่น่าจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่บิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า เพราะเราไม่ใช่ “คู่ค้าหลัก” ของสหรัฐ และถ้ามองในเรื่องดุลการค้า การเกินดุลของไทยที่มีต่อสหรัฐก็อยู่เพียงแค่อันดับ 11 และมีมูลค่าการเกินดุลที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

วิรไท ยอมรับว่า ที่ผ่านมาแม้ ธปท. จะเข้าไปดูแลค่าเงินบ้าง แต่ก็เพราะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามามากเกินไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากประเทศเศรษฐกิจหลักทำนโยบายการเงินผ่อนคลาย อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้เงินจำนวนหนึ่งไหลเข้ามาไทย การดำเนินการของ ธปท. จึงเพียงแค่ดูแลตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ปั่นค่าเงินเพื่อหวังช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้า

เราเห็นด้วยกับความเห็นของ ผู้ว่าการธปท. เพราะในภาวการณ์ที่ไม่ปกติ ปริมาณเงินบนโลกที่เพิ่มขึ้นจนล้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) แล้วมีเงินบางส่วนไหลทะลักเข้ามาไทย จนสร้างความปั่นป่วนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ประเทศไทยก็มีสิทธิที่จะปกป้องตัวเองจากเรื่องพวกนี้

หากรัฐบาลสหรัฐยังคงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างเล่นงานรัฐบาลไทย ก็คงไม่ต่างจากนิทานอีสปเรื่อง “หมาป่ากับลูกแกะ” ซึ่งเราเห็นว่า ไทยไม่ควรเป็นแค่ลูกแกะที่ยืนรอหมาป่าเข้ามาขย้ำ

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทยจึงอยู่ที่การทำการบ้านอย่างหนัก หาเหตุผลในการต่อกรกับรัฐบาลสหรัฐ และป่าวประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะทั้งหมดนี้คือผลประโยชน์ของชาติ