วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปีนี้

ผ่านมาแล้วสามเดือนสำหรับปี 2560 และภาพต่างๆ ของเศรษฐกิจโลกปีนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้น

 ปีที่แล้ว ช่วงปลายปีผมประเมินว่ามีสามประเด็นที่จะเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลกปีนี้

ประเด็นแรก คือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐหลังได้ประธานาธิบดีคนใหม่ว่าจะออกมาอย่างไร จะเหมือนอย่างที่หาเสียงไว้หรือไม่ และผลของนโยบายดังกล่าวต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร

สอง ความเสี่ยงเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุโรปว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจภายใต้สหภาพยุโรปปีนี้จะมีแรงกดดันเพิ่มเติมหรือไม่ ที่จะให้มีอันเป็นไปหรือแตกแยก จากกระแสการเมืองแนวชาตินิยมหรือประชานิยมที่กำลังมาแรง ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอังกฤษและสหรัฐ จากที่จะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศในยุโรปปีนี้

สาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ว่าจีนจะสามารถประคับประคองการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพต่อเนื่องในปีนี้ได้หรือไม่ หรือยังมีประเด็นที่เป็นความเสี่ยงเหลืออยู่อีก

นี่คือสามประเด็นที่อยู่ในใจผมปลายปีที่แล้ว แต่ผ่านมาแล้วสามเดือน ผมว่าทั้งสามประเด็นมีความชัดเจนขึ้น

ประเด็นแรก นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐชัดเจนว่า ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายจะมุ่งไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวและขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการลดภาษี เพิ่มการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐ ลดทอนกฎระเบียบต่างๆที่มองว่าเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ใช้มาตรการกีดกันการค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและการจ้างงานในสหรัฐ และพยายามดึงเงินลงทุนทางตรงของบริษัทสหรัฐในต่างประเทศให้กลับสหรัฐ นโยบายเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และสามารถนำไปสู่การเร่งการลงทุนและการใช้จ่ายในสหรัฐได้ ซึ่งตลาดการเงินก็ตอบรับดีในตอนต้น ราคาสินทรัพย์ในสหรัฐปรับตัวดีขึ้น ความเชื่อมั่นต่างๆปรับตัวดีขึ้น และยิ่งได้แรงสนับสนุนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐต่อเนื่องในไตรมาสแรกปีนี้ เหมือนตอกย้ำว่า เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้เข้มแข็งขึ้นจริง จนต้องเริ่มดูแลแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องตระหนักก็คือ ยังมีความไม่แน่นอนอีกมากในการดำเนินมาตรการเหล่านี้ ทั้งด้านภาษี การลงทุนด้านสาธารณูปโภค และการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆว่าจะสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วแค่ไหน ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการเหล่านี้ใช้เวลาและอีกส่วนหนึ่งมาจากเริ่มมีสัญญาณว่ารัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่ได้รับความร่วมมืออย่างที่ควรในการผลักดันนโยบายที่ตนเองได้หาเสียงไว้ ทั้งจากสภาสูงของสหรัฐ ศาล และภาคธุรกิจบางส่วน เห็นได้จากการผ่านร่างแก้ไขกฎหมายสาธารณะสุขของรัฐบาลก็ติดขัด มีปัญหา มาตรการห้ามผู้อพยพจากตะวันออกกลางเข้าประเทศก็ถูกท้าทายจากระบบยุติธรรม รวมถึง บริษัทธุรกิจในสหรัฐเองก็ประกาศว่าจะยังลงทุนและจ้างงานในต่างประเทศต่อไปเพื่อขยายธุรกิจ สิ่งเหล่านี้อาจลดทอนประสิทธิภาพและความรวดเร็วของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐได้ จนมีการวิเคราะห์ว่า แผนการลงทุนเพื่อขยายและปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานของสหรัฐอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งปีหน้า ซึ่งถ้าเป็นจริงก็จะลดทอนแรงส่งของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐต่อเศรษฐกิจโลกปีนี้ไปพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกีดกันการค้าที่รัฐบาลสหรัฐจะนำออกมาใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ยังไม่ชัดเจนและอาจกระทบการค้าระหว่างประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเอเซีย เพราะประเทศในเอเซียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยจะพึ่งพาหรือมีการเชื่อมต่อ (exposure) กับเศรษฐกิจสหรัฐค่อนข้างมาก ทั้งด้านการค้าและการเงิน ทำให้มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐถ้ามีจริงจะกระทบเศรษฐกิจเอเซียค่อนข้างมาก ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐได้สั่งให้มีการศึกษาเพื่อตรวจสอบที่มาของการเกินดุลการค้าที่สิบหก ประเทศในโลกมีกับสหรัฐ ซึ่งหลายประเทศอยู่ในเอเซีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ไทย และเวียดนาม ผลจากการศึกษานี้อาจนำไปสู่การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบประเทศต่อประเทศ ซึ่งคงจะสร้างปัญหาเช่นกัน

สอง ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปดีขึ้น ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปขยายตัวดีในไตรมาสสี่ปีที่แล้ว และโมเมนตัมการขยายตัวก็มีต่อเนื่องในไตรมาสแรกปีนี้ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การว่างงานก็โน้มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านการเมือง ยังมีอยู่และชัดเจนว่า แม้ความเสี่ยงที่การรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเมือง ภายใต้สหภาพยุโรปจะล่มสลายปีนี้ จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรป คงยังไม่เกิดขึ้น แต่แรงกดดันปีนี้อาจมาในรูปของการออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรปเป็นรายประเทศ พิจารณาจากกระแสการเมืองในประเทศหลักของยุโรปขณะนี้ เช่น ฝรั่งเศส ที่กระแสการเมืองแบบสุดโต่งได้ลดลง พร้อมมีการปรากฎขึ้นของแนวคิดทางการเมืองประเภทสายกลาง เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชน ผู้นำทางการเมืองค่ายต่างๆในฝรั่งเศสเองก็ลดการหาเสียงแบบสร้างความเกลียดชังหรือความแตกแยก หันมาให้ความสำคัญระหว่างสองทางเลือกของนโยบายเศรษฐกิจ คือ ระบบโลกาภิวัฒน์ (globalist) ที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่มาก กับแนวคิดแบบชาตินิยม (nationalist) ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและประเทศของตนเองก่อน เช่น นโยบายลดการค้าระหว่างประเทศ ลดการอพยพเข้าประเทศของคนต่างชาติ รวมถึงการถอนตัวออกจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป แบบที่อังกฤษได้ทำ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้กระทบเศรษฐกิจอังกฤษมาก หรือเป็นความเสี่ยงต่อความคงอยู่ของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ดังนั้นในสามประเทศที่จะมีการเลือกตั้งปีนี้ คือ ฝรั่งเศส เยอรมันนี และอิตาลี ความเสี่ยงจะอยู่ที่ความเป็นไปได้ของการออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรปในบางประเทศ ไม่ใช่การล่มสลายของสหภาพยุโรป

สาม จีนประสบความสำเร็จปีที่แล้วในการประคับประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง โดยไม่เกิดความเสี่ยงหรือปัญหาด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดังนั้น โจทย์ปีนี้ก็คือ จะประคับประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจในอัตราที่ต่ำในระดับนี้ คือ ร้อยละ 6 ได้หรือไม่ โดยไม่สร้างปัญหาด้านเสถียรภาพให้กับภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะธุรกิจที่เคยขยายตัวในอัตราสูง เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง หรือปัญหาชำระหนี้จากเศรษฐกิจที่จะขยายตัวลดลง ดังนั้น ปีนี้ประเด็นด้านเสถียรภาพของจีนจะเปลี่ยนจาก เสถียรภาพของระบบเชิงมหภาค มาเป็น เสถียรภาพในระดับจุลภาคของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินกำลังจับตา

เหล่านี้ คือ ความชัดเจนในเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้น และเป็นประเด็นที่นักลงทุนไทยควรต้องติดตาม