กลายเป็นประเด็นที่ถูก “ต่อต้าน” อย่างกว้างขวางและรุนแรง
หนักถึงขั้นคนเป็นครูออกมาเป็น “แกนนำ” ล่ารายชื่อขับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ พ้นตำแหน่ง จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติอนุมัติแก้ไขหลักเกณฑ์การสอบ “ครูผู้ช่วย” เปิดทางให้ผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูสามารถสมัครสอบได้ โดยให้เหตุผลความขาดแคลน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ที่เรียนครบตามเกณฑ์ 5 ปี หรือผู้ที่สอบผ่านใบประกอบวิชาชีพครู
เรื่องนี้พิจารณาดูแล้วเป็นเรื่องที่“ถูกทั้งคู่”และ“ผิดทั้ง2ฝ่าย” เพราะต่างก็มีเหตุผลบนพื้นฐานความต้องการ ความเข้าใจในแง่มุมของตัวเอง ที่เชื่อเอาไว้ก่อนว่าต่างฝ่ายต่างปรารถนาดี แต่ที่“ผิด”เพราะไม่มีการพูดจาหารือ ทั้งที่เป็นคนอยู่ในแวดวงเดียวกัน อีกทั้งการเปิดเวทีเสวนาของกลุ่มอาจารย์ระดับ“คณบดี”ที่มหาวิทยาลัยย่านบางเขน หรือการรวมตัวกันของกลุ่มที่อ้างเป็นอาจารย์ทั่วประเทศ และนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกับการ“ล่ารายชื่อ”ที่มหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งริมทะเลบางแสน ก็อาจจะดูไม่เหมาะเท่าที่ควร
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าคนเป็น“ครู”ต้องแบกภาระหนักในการสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดี มีความรู้ ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการสอนสาระสำคัญตามเนื้อหาในตำรา แต่ยังรวมถึงการทำตัวเป็นแบบอย่าง ที่ต้องตั้งอยู่บนความมีเหตุผล การรู้จักรับฟังผู้อื่น การคิดและแก้ปัญหาอย่างมีสติและที่สำคัญต้องอยู่ในกติกา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายว่ากระทรวงศึกษาธิการ ทำถูกต้อง เพราะเมื่อเป็นผู้“วางกติกา”ก็ใช่ว่าจะแหกกฎเสียเองได้ง่ายๆ แม้นโยบายจะเกิดขึ้นคนละยุคสมัยรัฐมนตรี แม้มีความเชื่อว่าทำถูกต้อง แต่การไม่ฉุกคิดก็ทำให้เป็นปัญหา
การที่ฝ่ายนโยบายยอมถอยให้ 36 สาขาวิชา สอบได้เฉพาะผู้มี“วุฒิครู” และคงไว้อีก 25 สาขา ทั้งในส่วนที่จะมีผู้จบเป็นปีแรก ที่จะไม่ไปกระทบกับใคร และกลุ่มขาดแคลน ที่รับสมัครเมื่อไรก็มีผู้สมัครไม่ครบจำนวน อาทิ สาขาวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย รวมไปถึงครูสอนภาษา อย่างเช่นภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน แต่การตัดสินใจเช่นนี้ก็ไม่ใช่การยุติปัญหา หลังจากนี้จะต้องมีการพูดจา และรับฟังความเห็น“กันและกัน”อย่างกว้างขวาง และหาจุดลงตัวร่วมกัน บนพื้นฐานความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา ที่อาจนำไปสู่คนละ“ครึ่งทาง”อย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับในอดีตที่เคยมีการจ้าง“ผู้สอน”ที่จบเพียงวุฒิปริญญาตรี เพื่อสอนในระดับอุดมศึกษา ในสาขาหายาก อย่างวิชาคอมพิวเตอร์ในยุคสมัยที่ยังมีการเรียนไม่กว้างขวางเท่าที่ควร แต่ลักษณะของการรับเข้าทำงาน หรือ“สถานภาพ”ในการทำงานก็อาจจะมีความแตกต่างกันไป ถึงวันนี้น่าจะร่วมกันกำหนดให้ชัดได้ว่าสาขาวิชาใด ที่จะต้องสงวนสิทธิ์ให้ผู้ที่“จบครู”เป็นการเฉพาะ ในฐานะมีมานะพยายามมาตั้งแต่ต้น และส่วนในบ้างที่ถือเป็นสาขาขาดแคลน ที่จะ“ยกเว้น”ให้ผู้จบสาขาอื่นเข้ามาสอบได้
รวมทั้งต้องกำหนดต่อไปว่ากรณีดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นเป็นการ“ชั่วคราว” และต้องศึกษาหาหนทาง เพื่อให้เป็นไปตามกติกาอย่างสมบูรณ์โดยเร็ว รวมทั้งต้องกำหนดสถานภาพไปจนถึงค่าตอบแทน ของผู้ที่ไม่มีวุฒิครูให้ชัด เพราะคุณสมบัติที่แตกต่าง น่าจะหมายถึงตำแหน่งงานและค่าตอบแทนที่ต้องแตกต่างกันไปด้วย จนกว่าจะไปพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้รับการรับรองความเป็นครู ที่ต้องกำหนดด้วยว่ามีระยะเวลาเท่าไร แบบเดียวกับการสอบ“ครูคืนถิ่น”เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่แม้จะสอบผ่านก็จะต้องมีผล TOEIC ไปแสดงด้วย จึงจะถือว่าเข้าเกณฑ์








